story

...................................................*

เชนขับรถมาจอดที่หน้าบ้านไผ่ เขาอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ไผ่จะปิดประตูรถ เชนก็ตัดสินใจได้

"ฉ..ฉันเข้าบ้านไปด้วยได้ไหม" ชายหนุ่มโพล่งออกไป

"อ.เอ่อ ได้สิ ได้ ไม่มีปัญหา" ไผ่ตอบอย่างตื่น ๆ แล้วปิดประตูรถ

ไผ่เปิดประตูบ้าน แล้วเข้าไปข้างในพร้อมกับเชน ใจนึกสงสัยว่าทำไมเชนขอเข้าบ้านมาด้วยดึกดื่นปานนี้...

แต่แล้วข้อสงสัยก็ถูกลบไปหมด เมื่อไฟทั้งบ้านเปิดขึ้นพร้อมกัน

"สุขสันต์วันปีใหม่จ้าาา" แพรกับแจนประสานเสียง ทั้งสองช่วยกันแต่งห้องครัวไผ่จนไม่เหลือเค้าเดิม จัดเป็นสถานที่เลี้ยงปีใหม่ที่เรียบง่ายสวยงาม พ่อกับแม่ของเชนก็มาร่วมงานด้วย รุจนั่งหน้าบูดอยู่ข้าง ๆ แพร เขามองดูชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ทั้งสองอย่างไม่วางตา

ไผ่ตัวแข็ง อ้าปากค้างอย่างประหลาดใจ

"อ..อะไรกันครับนี่.."

"เซอร์ไพร้ซ์ไงจ๊ะ" แจนยิ้มอย่างไมตรีจิต เธอพาไผ่กับเชนไปนั่งที่โต๊ะทานข้าว "ขอโทษที่งานเล็กไปหน่อยนะ แต่เจ้าเชนบอกว่าไผ่ไม่ชอบงานใหญ่วุ่นวาย พี่ก็เลยชวนมาแต่คนที่เป็นกันเอง ทุกคนก็รู้จักไผ่นี่"

งานเลี้ยงที่น่าจะเรียกว่าเป็นการรับประทานข้าวเย็นโต๊ะใหญ่มากกว่าถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่บ้านของไผ่ แจนกับแพรคุยกันอย่างออกรส พ่อกับแม่ของเชนกับแจนก็คุยกันเบา ๆ ดูคล้ายกำลังรำลึกถึงความหลังสมัยยังเป็นหนุ่มสาว รุจคอยชำเลืองมองแพรและตักอาหารใส่จานเธออยู่เรื่อย ๆ แต่ไผ่กับเชนที่นั่งข้างกันกลับไม่ได้พูดคุยหรือมองหน้ากันเลย

แจนเอะใจ เธอรู้ว่าไผ่เป็นคนเงียบก็จริง แต่เชนไม่เคยนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอย่างนี้มาก่อน โดยเฉพาะในงานเลี้ยง น้องชายเธอไม่ได้ยินด้วยซ้ำเมื่อเธอแหย่เขาเรื่องเปิ่น ๆ สมัยประถม อย่างน้อยเชนน่าจะชวนไผ่คุยบ้าง ถ้าแจนไม่ได้ตาฝาดไปเอง เธอก็เห็นเขาหน้าแดงกว่าปกติ

ในฐานะพี่สาว หญิงสาวเริ่มเป็นห่วงน้องชาย จึงขอตัวผละจากแพรที่กำลังคุยเรื่องการงานกันอยู่ ไปลากตัวน้องชายออกมาคุยกันตามลำพังนอกห้อง ไผ่มองอย่างสงสัย

"เชน แกเป็นอะไรไปเนี่ยวันนี้" แจนถามน้องชาย

"ผมเป็นอะไรอ่ะ ผมก็ปกตินี่" เชนก้มหน้าก้มตาไม่ยอมมองหน้าพี่สาว

"เป็นไข้รึเปล่า ทำไมซึมจัง" เธอใช้มืออังหน้าผากน้องชาย "เอ๋ ก็ตัวไม่ร้อนนี่ ทำไมหน้าแด๊งแดง"

"ป..เปล่า" เชนตอบ

"มีอะไรปิดพี่ล่ะสิ คายออกมาเดี๋ยวนี้นะ" แจนบังคับน้องด้วยน้ำเสียงอ่อนลง สายตาดุ ๆ นั้นไม่เคยทำให้เชนกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เขายอมโอนอ่อนตามพี่สาวเสมอ

ยกเว้นเรื่องนี้ไว้เรื่อง...

"ผมบอกไม่ได้ฮะ" เชนเสมองไปทางโต๊ะอาหาร ไผ่กำลังมองมาทางนี้ แต่พอเห็นเชนมองมาเขาก็รีบหันไปทางอื่น

แจนมองตามสายตาน้อง "เรื่องไผ่ล่ะสิ"

เชนไม่ตอบ แจนมองใบหน้าที่เป็นกังวลสงสัยของน้องแล้วอดใจอ่อนไม่ได้

"เอาเถอะ ถ้ายังไม่พร้อมจะบอกก็ไม่เป็นไร" แจนตบไหล่น้องชายปลอบ ๆ แล้วขยิบตาให้เชน "นี่นะ...แต่ถ้าตัดสินใจอะไรไม่ได้บอกพี่นะ พี่พร้อมจะเชียร์ให้แกกับไผ่เป็นแฟนกันจริง ๆ เสมอแหล่ะ"

ชายหนุ่มตรงหน้าแจนหน้าแดงขึ้นมาทันควัน "พี่แจนบ้าอ้ะ"

แจนไม่สนใจที่เชนด่าเธอ "ว่าแต่แผนนั้นเป็นไงบ้างล่ะ ไผ่ได้แง้มอะไรออกมารึเปล่า"

เชนทำหน้าเหมือนพึ่งนึกได้

"ลืมสนิทเลย ผมอุตส่าห์บอกไผ่เรื่องแบมไปหมดเลย"

แจนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตำหนิ "ให้ตายสิ ฉันอุตส่าห์ส่งนายไปทำให้ไผ่สบายใจ นายกลับเอาเรื่องน้องแบมไปทำให้ไผ่หนักใจมากขึ้นอีกเหรอเนี่ย โอ้ย รู้งี้พี่ไปทำเองก็ดีหรอก"

"อย่าดุผมสิ ลองมาเจอเหมือนผมดูไหมล่ะ" เชนหลุดปาก

"เจอ? เจออะไร" เธอถาม แต่คนโดนถามกลับเดินก้มหน้าก้มตากลับไปที่โต๊ะเสียแล้ว

เชนนั่งฟุ้งซ่านมาตั้งแต่เริ่มงานแล้ว เขาคิดถึงรสสัมผัสที่ริมฝีปาก แม้มันจะเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่นาที แต่เชนกลับรู้สึกว่านาทีเหล่านั้นมันตราตรึงในใจเขาเสียเหลือเกิน

"เอ่อ..เชน" เชนสะดุ้งเมื่อได้ยินไผ่เรียก เขาหันมาเห็นสีหน้าเป็นกังวลของไผ่ "พี่แจนเธอคุยเรื่องอะไรเหรอ"

เชนเลิกคิ้ว "ก็ถามว่าฉันเป็นอะไร ทำไมวันนี้ดูซึม ๆ"

"คุยเรื่องนั้นหรือเปล่า" ไผ่แกล้งทำเป็นแตะริมฝีปากไม่ให้คนอื่นในโต๊ะสงสัยอะไร แต่เชนเข้าใจ เขารีบส่ายหน้าอย่างเขิน ๆ

"นายโกรธฉันหรือเปล่า" ไผ่กระซิบถาม

เชนคิดว่าตนเองหน้าแดงจนไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็น เขาจึงตอบเพียงก้มหน้าสั่นหัวเบา ๆ

"นายไม่โกรธ แต่นายไม่พูดกับฉันมาสักพักแล้วนะ" ไผ่ถอนหายใจ "ถ้าทำแบบนั้นแล้วนายไม่พูดกับฉันแบบนี้ ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว"

ทั้งสองเงียบกันอีกสักพัก ไผ่คิดว่าบทสนทนาคงจบลงแค่นั้นเมื่อได้ยินเชนเอ่ยขึ้นมาอีก

"มันเป็นครั้งแรกของฉันนะ รู้ไหม"

ไผ่อ้าปากค้าง "นายอายุมากกว่าฉันอีกนะ"

"เออดิ อายุมากก็ใช่ว่าต้องมีประสบการณ์มากด้วยนี่หว่า" เชนว่า หน้าแดง ไผ่หัวเราะ เขาเอื้อมมือมากุมมือเชนใต้โต๊ะ เชนสะดุ้งเล็กน้อย แล้วหันมาหาไผ่อย่างงง ๆ

"นี่...ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยว่า..ฉันรู้สึกเสียใจเรื่องน้องนายนะ" แววตาของเขาฉายแววเห็นใจ แต่แล้วก็หันไปทางอื่นราวกับจะซ่อนอารมณ์บางอย่าง "ฉันเข้าใจ เพราะที่จริง..ฉันก็เคยมีน้องสาวเหมือนกัน"

เชนสงสัยกับถ้อยคำนั้น "เคยมี หมายความว่าไง"

เชนรู้สึกได้ว่าไผ่ปล่อยมือที่กุมไว้ แล้วส่งยิ้มแปลก ๆ ให้เขา

"ที่จริงฉันก็อยากเห็นหน้าน้องนายนะ คราวหลังเอารูปมาให้ฉันดูด้วยได้ไหม"

"นายจงใจเปลี่ยนเรื่องนี่" เชนตำหนิ "ทำไมล่ะ ฉันยังเล่าเรื่องน้องฉันให้ฟังเลย นายก็น่าจะเล่าให้ฉันฟังได้นี่.. มันอาจจะทำให้นายสบายใจขึ้นก็ได้นะ"

ไผ่ยิ้มฝืน ๆ "มันไม่เหมือนกันหรอก" เขามองแววตามุ่งมั่นของเชนแล้วถอนใจ "แต่บางที ถ้าฉันได้เห็นหน้าน้องนายแล้วฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ"

"จริง ๆ เหรอ" เชนทำท่าดีใจเหมือนเด็ก ๆ "งั้นพรุ่งนี้ไปบ้านฉันนะ ฉันจะพานายไปดูห้องแบม"

"ก็แค่อาจจะเล่าน่ะ" ไผ่พึมพำ ไม่เคยคิดจะเล่าจริง ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็อยากจะเก็บเรื่องนั้นไว้เป็นความลับตลอดไป

"ว่าแต่นายเป็นโรคอะไรเหรอไผ่" ดูเหมือนเชนจะไม่ได้ยินที่ไผ่พึมพำเมื่อครู่

"โรคติดทะเลมั้ง" คนตอบทำหน้ากวน ๆ จนเชนอดตบหัวเขาไปป้าบหนึ่งไม่ได้ แจนกับแพรหัวเราะคิกคัก ดีใจที่ทั้งสองกลับมาพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจอีกครั้ง

................................................................................................*

วันต่อมา แจนกับเชนพาไผ่ไปดูห้องของน้องสาวที่ตายไปนับสิบปีแล้ว แต่ทุกคนในบ้านยังคงดูแลรักษาห้องนอนของเธอเอาไว้ราวกับรอคอยให้เธอกลับมาใช้ห้องนั้นอีกครั้ง

ประตูห้องเปิดออก ห้องนอนของน้องสาวเชนไม่ใช่ห้องสีชมพูหวานแหววอย่างที่ไผ่นึกภาพไว้ ไม่มีตุ๊กตาแม้แต่ตัวเดียว ทุกอย่างถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยเอาไว้ โต๊ะเขียนหนังสือตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง มีชั้นวางหนังสืออยู่ที่มุมห้องวางสมุดบันทึกเอาไว้หลายเล่ม เตียงนอนเล็ก ๆ สีขาวสะอาด ห้องทั้งห้องไม่เหมือนห้องเด็กเล็ก ๆ หน้าตาน่ารักอย่างที่ไผ่นึกภาพเอาไว้เลย

แจนเดินเข้าไปหยิบกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนชั้นวางหนังสือ สร้อยคอเส้นหนึ่งหล่นลงพื้น หัวใจของไผ่กระตุกวูบเมื่อเห็นสร้อยเส้นนั้น...มันคล้ายสร้อยที่เชนซื้อวันปีใหม่จนแทบจะแยกไม่ออก แต่เขาก็เห็นสร้อยนั้นเพียงแวบเดียวก่อนที่แจนจะหยิบขึ้นวางไว้บนชั้นวางหนังสือที่เดิม เธอให้ไผ่ดูรูปในกรอบ เป็นรูปของเด็กผู้หญิงน่าตาสดใสเปล่งปลั่งในชุดกระโปรงสีฟ้า เธอกำลังยิ้มแย้มอย่างน่ารัก ในมือมีสร้อยเปลือกหอยที่คาดว่าเธอร้อยเองอยู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

ไผ่กลั้นหายใจ...ใบหน้านั้น เขาไม่มีวันลืม

"นี่ไงล่ะน้องแบม" แจนบอกไผ่ ตามองรูปของน้องสาวที่ล่วงลับ "เป็นไงจ๊ะ..น่าร.."น้ำเสียงของเธอแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ "ไผ่ เป็นอะไร"

"เฮ้ย ไผ่ ร้องไห้ทำไม" เชนตกใจเมื่อเห็นน้ำตาของชายที่ไม่เคยแสดงความอ่อนแอมาก่อน

ไผ่ก้มหน้า น้ำตาของเขาไหลลงไปตามใบหน้า ร่วงลงไปบนพื้นห้องเป็นหยด เขากำลังสะอื้นเงียบ ๆ "ต..ตายแล้ว ฮึก..มิน่าล่ะ"

เชนรู้สึกเหมือนเห็นไผ่ในวันแรก ๆ ที่เจออีกครั้ง ชายหนุ่มที่นั่งเหม่อมองไปสุดขอบทะเล ราวกับกำลังรอคอยใครบางคน ใบหน้าราวกับเก็บกักความทุกข์เอาไว้เป็นนานปี

"เรื่องอะไรกันนี่" แจนพึมพำอย่างตกใจ เชนคว้ารูปแบมจากแจนแล้วส่งให้ไผ่อย่างอ่อนโยน ไผ่ดูเหมือนจะตื่นจากผวังค์

"ข..ขอบคุณนะ.." เขาเอ่ย "ฉันขออยู่กับแบมสักพักเถอะ"

เชนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วจูงมือพี่สาวออกจากห้อง

................................................................................*

"นี่มันเรื่องอะไรกัน" แจนถามย้ำอีกครั้งเมื่อออกมาจากห้องแล้ว "ไผ่รู้จักกับแบมเหรอ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่เคยเห็นหน้าไผ่มาก่อนเลยตอนที่แบมยังอยู่"

"ผมก็ไม่เคย" เชนบอก ครุ่นคิด อะไรทำให้ไผ่ร้องไห้ขนาดนั้น

เกิดความเงียบขึ้นระหว่างสองพี่น้อง

"จะว่าไป...ไผ่กับแบมก็ดูคล้าย ๆ กันอยู่นะ" แจนพึมพำขึ้นมา

"ผมรู้" เชนถอนหายใจแรง ๆ เขาใช้กำปั้นทุบกำแพงแรง ๆ ครั้งหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์ "ทำไม..ทำไมผมไม่สังเกตมาก่อนเลย ดวงตาของไผ่มันเหมือนกับแบมมากจนผมสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว นิสัยที่ชอบดูทะเลนั่นก็เหมือนกัน แล้วยังเป็นพวกชอบทำเพื่อคนอื่นอีก มัน..เหมือนกันจนไม่น่ามองข้าม"

"เชน อย่าพูดอย่างนั้นสิ" แจนตกใจ "ไม่แปลกหรอกที่ไม่เอะใจ แบมจากเราไปเป็นทศวรรศแล้วนะ ถ้าแกนึกได้ตั้งแต่แรกเห็นสิฉันจะแปลกใจมาก ๆ"

"พี่ไม่ได้สนิทกับแบมเท่าผมนี่นา" เชนบอกซึม ๆ "แล้วถ้าผมอยู่บ้านวันนั้น แบมก็คงไม่ต้องจบชีวิตลงอย่างนี้"

"หยุดนะ ห้ามแกโทษตัวเอง" แจนบอกเสียงแข็ง "ลืมสัญญาที่ให้กับน้องแล้วหรือไง แบมไม่อยากให้ใครร้องไห้เพราะการตายของเธออีก"

เชนหันหลังเดินจากพี่สาว แจนรู้ว่าน้องชายของเธอกำลังซ่อนน้ำตา

..............................................................*

ไผ่เปิดประตูออกมาหลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว...เด็กคนนี้ตายแล้ว..ไม่มีพันธะสัญญาอะไรอีกต่อไป

แจนนั่งรออยู่หน้าห้อง เธอเงยหน้าขึ้นมามองไผ่ที่เดินออกมาจากห้อง ใบหน้าของเขาดูเหมือนไม่มีทางจะส่งยิ้มได้อีกแล้ว ไผ่เห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของแจน เธอลุกขึ้น

"ลงไปหาเชนกับพ่อแม่เถอะ พี่รู้ว่าควรทำยังไง" แจนบอก เธอกลับเข้าไปในห้องเก่าของน้องสาว แล้วนำสร้อยคอเส้นนั้นออกมาด้วย

ที่โต๊ะอาหาร ทุกคนต่างนั่งมองไผ่เป็นตาเดียว ทว่าผู้ที่ถูกจ้องกลับได้แต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมสบตาใคร... ไม่มีใครเริ่มพูดอะไรสักคำ จนกระทั่งแม่ของเชนเอื้อมมืออันสั่นเทามากุมมือไผ่ไว้อย่างอ่อนโยน มองหน้าเขาอย่างพินิจ

"ทุกคนในบ้านรักเด็กคนนี้มาก" หญิงชราบอก ลูบมือไผ่อย่างปลอบโยน อย่างที่เธอเคยทำกับเชนเมื่อสิบปีก่อน "ถึงเธอจะไม่ใช่เด็กฉลาด แต่เธอก็พยายามจะเอาใจใส่ทุกคน ทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนในบ้านมีความสุข นานวันเข้าเธอก็ไม่ได้ทำแค่นั้น เธอพยายามจะทำเพื่อคนอื่นอีกหลาย ๆ คน ทำเพื่อสังคมน่ะ...แบมเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว แต่มือของเธอ...มือเล็ก ๆ คู่นั้น ปลูกต้นไม้มากมายในเมืองนี้ มือเล็ก ๆ คู่เดียวกันนั้นก็ยอมแปดเปื้อนเพื่อให้หาดทรายสะอาด มันเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้เด็กคนนั้นดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน อายุของเธอสั้น...แต่เธอก็ให้อะไรมากมายแก่ครอบครัวเล็ก ๆ ของเรา"

ไผ่เงยหน้าขึ้นมองหน้าแม่ของเชน นิ่ง..นาน..  แล้วเขาก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่น ๆ

"สร้อยเส้นนี้..." หญิงชราหยิบสร้อยหินสีดำของแบมขึ้นมา "คือสิ่งเดียวที่ติดตัวเด็กคนนั้นมาตอนที่ฉันพบเธอที่ริมหาดทราย และเธอก็สวมมันไว้ตลอดเวลา ตั้งแต่ฉันบอกเธอไปว่า มันคือหลักฐานที่แสดงว่าเธอมีครอบครัวผู้ให้กำเนิดอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในโลกนี้"

ไผ่ไม่ได้พูดอะไร เขาก้มหน้ามองหินนั้น เขาจำมันได้ตั้งแต่แรกเห็น

"ปีนั้นแจนอายุเจ็ดขวบ เธอจำได้วันที่แม่กลับมาบ้านพร้อมกับเด็กทารกในห่อผ้า" แม่ของเชนเล่า "แม่บอกลูกสาวไปว่า ต่อจากวันนี้ บ้านหลังนี้จะมีลูกสาวเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง...แบมเป็นเด็กดีนะ ขนาดตอนเป็นเด็กทารกยังไม่งอแงสักแอะ... เธอรู้จักกับแบมหรือจ๊ะ"

"เธอเป็นน้องสาวของผม" ไผ่ถอนหายใจ "ตอนที่เธอเกิดมา...พ่อติดพนัน ติดเหล้า สูบบุหรี่ พ่อโกรธมากตอนที่รู้ว่าแม่ท้องน้อง พ่อพยายามจะให้แม่ไปทำแท้งเสีย" แจนอุทานอย่างขวัญเสีย "เขาบอกว่า..บ้านของเราไม่มีเงินพอจะให้เด็กอีกคนเกิดมา แม่พยายามหลบหลีกการทำร้ายของพ่อ ถึงขนาดแยกกันอยู่ แล้วแม่ก็คลอดน้อง พ่อตามมาถึงโรงพยาบาล พยายามจะพาน้องออกไป แต่ผมไปเห็นก่อน ผมห้ามพ่อเอาไว้จนโดนพ่อทำร้าย...ผมเห็นพ่อจะฆ่าน้องต่อหน้าต่อตา แต่ก็มีคนมาช่วยไว้... แม่ไม่รู้เรื่องนั้น ผมไม่เล่า พ่อไม่เล่า แต่ว่า...ตั้งแต่วันนั้น ผมก็ตั้งใจจะพาน้องหนีออกจากพ่อให้ได้ หนีไปให้ไกลจากผู้ชายคนั้น ก่อนที่พ่อจะฆ่าน้องจริง ๆ

"ผมตื่นตั้งแต่ตีสาม อุ้มน้องออกจากบ้าน เอาสร้อยหินเส้นนั้นสวมให้น้องด้วย หวังว่าสักวันถ้าผมเห็นมัน ผมจะจำน้องได้... ผมพาน้องเดินออกจากบ้าน ไกลออกไปเรื่อย ๆ คิดหาที่ ๆ น้องจะอยู่ได้โดยที่มีความสุข ที่ ๆ จะห่างไกลจากพ่อ ผมเดินไปจนถึงหาดทราย ไม่รู้ผมคิดอะไรถึงได้นั่งลงตรงนั้น นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นกับน้องสาวเป็นครั้งแรก...และครั้งสุดท้าย ผมวางน้องไว้ตรงนั้น ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ รอใครสักคนที่ดูไว้ใจได้มาพาน้องไป ผมไม่รู้หรอกว่ามันเสี่ยงขนาดไหนที่จะปล่อยให้ใครไม่รู้มาเลี้ยงน้อง ผมพึ่งอายุสี่ขวบ...แล้วคุณก็เดินเข้ามา..." ไผ่มองแม่ของเชน ความชราทำให้หญิงสาวที่สวยงามคนนั้นดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แจนดูเหมือนแม่ของเธอมากเสียจนไผ่รู้สึกคุ้นตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น "ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมปล่อยน้องไปกับคุณ แต่คุณไม่มีแววตามุ่งร้ายเหมือนพ่อ ผมคิดว่าคุณอ่อนโยน.. แล้วคุณก็เลี้ยงน้องสาวของผมให้โตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีความสุขได้จริง ๆ" ไผ่หลับตาลง นึกถึงภาพเด็กหญิงหน้าตาเปล่งปลั่งคนนั้น...

หญิงชรากอดไผ่เอาไว้เหมือนกับกอดเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่กำลังหวาดกลัว แม้ไผ่จะไม่ได้ตัวเล็กเลยก็ตาม เขาซบหน้าลง แล้วร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ

"แบมเป็นเด็กดีจ้ะ" แม่ของเชนเอ่ย ลูบหัวไผ่เบา ๆ "ตลอดชีวิตของเธอ เธอทำตัวเองให้มีค่าเสมอ"

..............................................................*

ไผ่เดินลัดเลาะตามริมหาดทราย เขาตระหนักว่าเขาเข้ามาถึงหาดเล็ก ๆ ที่ได้ฟังเรื่องราวของแบมครั้งแรกในตอนนั้นก็เมื่อเขาสังเกตเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่  เธอเงยหน้ามองเขาแล้วยิ้มให้อย่างสดใส

"หนูดีใจที่พี่มา" เธอบอก ดวงตารื้นน้ำตา "รอพี่มาตลอด รออยู่ตรงนี้"

"แบมใช่ไหม" ไผ่ถามเบา ๆ อย่างไม่แน่ใจ เมื่อเด็กหญิงพยักหน้า เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ เธอ

ไผ่นั่งฟังเด็กหญิงเล่าเรื่องราวของเธอตลอดนับตั้งแต่เธอเป็นเด็กเล็ก ๆ เขาจำได้ว่าน้องสาวเขาเล่าถึงครอบครัวว่าที่นั่นมีความสุขเพียงใด เชนเลี้ยงดูเธอดีแค่ไหน ไผ่รู้สึกว่าเวลาที่เขานั่งฟังน้องสาวเล่าชีวิตของเธอด้วยดวงตาเป็นประกายนั้นเหมือนพริบตาเดียว แต่เธอก็เล่าอะไรให้เขาฟังมากมาย ไผ่รู้สึกเป็นสุขที่ได้ปลดปล่อยเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้พ้นทุกข์ตั้งแต่ยังเด็ก

"และตั้งแต่หนูตาย หนูก็รอพี่มาตลอด" เด็กหญิงหลับตาลง ร่างกายของเธอเริ่มจางลง กลายเป็นละอองสีต่าง ๆ อย่างช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปลิวออกไปทางทะเล ไปยังขอบฟ้าที่เธอจ้องมองอยู่ตอนแรก "หนูหลุดพ้นแล้วล่ะค่ะ หนูอยากจะพูดกับพี่เป็นครั้งสุดท้าย ขอบคุณที่พาหนูมารู้จักกับพี่เชน พี่แจน และพ่อกับแม่นะคะ บอกพวกเขาด้วย ว่าหนูรักพวกเขาทุกคน" เธอเข้ามากอดพี่ชายร่วมสายเลือดแต่ไผ่รู้สึกเหมือนโดนลมอุ่น ๆ พัดผ่าน แล้วร่างกายของน้องสาวก็จางหายจากเขาไปตลอดกาล

...............................................*

ไผ่ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในบ้านของตน เขาจำความฝันได้ นั่นจะเป็นน้องจริง ๆ หรือเปล่านะ แต่แล้วเขาก็ยิ้ม ถ้าเป็นแบมจริง ๆ ก็ดี เพราะนั่นหมายถึงวิญญาณที่ติดพันอยู่ริมหาดของเธอไปสู่สุขคติแล้ว

ไผ่ลุกขึ้นจากที่นอน แต่งตัว และนึกถึงคำพูดที่แสดงน้ำใจอย่างเปิดเผยของแจนเมื่อวาน

"อยู่บ้านคนเดียวเหงาแย่...บ้านเราก็มีห้องเหลือหลายห้องนะ ไผ่ก็สนิทกับทุกคนในบ้านนี้ดีแล้วด้วย... ถ้าไม่ลำบากก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันก็ได้นะ..." ทุกคนในบ้านนั้นก็ดูเหมือนจะเห็นด้วย

แต่คำตอบของไผ่ก็คือ..ขอคิดดูก่อน

ไผ่อยู่คนเดียวมาเนิ่นนานตั้งแต่พ่อตายจากไป...หรือจะพูดให้ถูก ตั้งแต่แม่จากไปด้วยซ้ำกระมัง.. ไผ่ไม่เคยชินกับการมีครอบครัวที่ดี ที่อบอุ่น แม้เขาจะโหยหามันมาตลอดก็ตามที แต่การรับเขาเข้าบ้านหลังนั้น มันจะทำให้คนในบ้านรักกันอย่างเก่าหรือ พวกเขาต้องการไผ่จริง ๆ หรือ หรือแค่อยากจะให้เขาไปเติมเต็มช่องว่างที่หายไปจากการตายของแบม

แล้วยังเรื่องของเขากับเชนอีก พ่อกับแม่เชนจะคิดยังไงถ้ารู้ว่าเขาเคยทำอะไรกับลูกชายสุดที่รักของพวกเขา

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไผ่ผู้รอโทรศัพท์นัดสัมภาษณ์อยู่เสมอถลาไปรับตามเคย แต่กลับได้ยินเสียงแจนดังขึ้นมาอย่างร้อนรน

"น้องไผ่ อยู่ไหน มาที่บ้านหน่อยได้ไหม"

"เอ๋ เกิดอะไรขึ้นครับ" ไผ่ตกใจกับน้ำเสียงตื่นตระหนกของแจน

เงียบไปสักพัก "มาเถอะน่า เจ้าเชนมันจะแย่อยู่แล้ว"

"เชน.. เชนเป็นอะไรครับ" คราวนี้ไผ่เป็นฝ่ายร้อนใจกว่าแจนเสียแล้ว

"รีบมาเถอะ แค่นี้นะ" สายถูกตัดไป

..........................................*

"เกิดอะไรขึ้นกับเชนครับ" คือคำทักทายของไผ่ในวันนี้ เขารีบรุดออกจากบ้านอย่างเร็วที่สุด แจนยืนกระสับกระส่ายอยู่หน้าบ้าน วันนี้เธอแต่งตัวเรียบร้อยผิดปกติ ทั้ง ๆ ที่ตลอดทุกวันที่อยู่ที่นี่เธอจะแต่งตัวออกแนวเปรี้ยว วันนี้เธอกลับใส่กระโปรงยาวคลุมเข่ามีระบายลูกไม้ด้วย

แจนสั่นหน้าให้คำถามของไผ่ ไม่พูดอะไรแต่ลากไผ่เข้าไปในบ้าน เข้าไปในห้องนอนของเชนที่เขาเคยเข้ามานั่งเล่นสองสามครั้ง เชนกำลังนอนหลับ แต่สีหน้าของเขากลับไม่สบายใจ เหงื่อออกเยอะมาก

"ไข้ขึ้นเมื่อเช้า" พี่สาวชี้แจง "เขาคงช็อค พอรู้ว่าแบมเป็นน้องสาวไผ่ ที่จริงเชนก็เดาได้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ แต่พอได้ยินจากปากเธอแล้ว เขายิ่งคิดมากหนัก จนไข้ขึ้นอย่างที่เห็นนี่แหล่ะ" เธอทอดสายตาไม่สบายใจไปยังเชนที่ยังนอนหลับไม่ได้สติ "ช่วงนี้งานเชนเข้ามาเยอะ มีเรื่องเครียดหนักขึ้นก็ล้มพับไปอย่างนี้ เพ้อถึงแต่เธอ  ยังไงก็ช่วยพูดให้เชนสบายใจขึ้นด้วยแล้วกัน เดี๋ยวเย็น ๆ ก็ช่วยพาออกไปหาหมอให้ด้วย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นนะ ขับรถเป็นใช่ไหม"

ไผ่พยักหน้า  "แล้วพี่แจนจะไปไหนครับ"

"วันนี้พี่จะกลับเชียงใหม่" แจนยิ้มให้กับสีหน้าตกใจของไผ่ซึ่งกำลังใจหายที่แจนจะจากไปปุบปับเช่นนี้ "บ้านพี่อยู่ทางโน้นนะจ๊ะ พี่อยู่นี่ตลอดไม่ได้หรอก ที่จริงพี่กะจะกลับตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว เสียดายจัง อยากอยู่ต่อให้ถึงวาเลนไทน์" เธอหลิ่วตาให้ไผ่ "ขอให้ความรักของไผ่กับเชนยั่งยืนนะจ๊ะ"

ไผ่ตกใจ ไม่คิดว่าแจนจะพูดออกมาตรง ๆ แบบนี้

"พี่คงต้องไปแล้วล่ะ รถออกตอนสิบเอ็ดโมง" เธอดูนาฬิกา อีกครึ่งชม.จะถึงเวลา "เลทไม่ได้ ไปรถไฟ ดูแลแฟนแกให้ดี ๆ นะ พี่จะกลับมาต้อนรับน้องเขยให้ได้" แจนสัญญา เธอโบกมือให้ไผ่แล้วออกไปจากห้อง ไผ่ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ของเชนออกจากบ้านไปส่งแจนที่สด้วย ความเงียบของบ้านทำให้เขารู้ว่า ตอนนี้เหลือเขากับเชนอยู่ในบ้านกันแค่สองคน...

ไผ่ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเชนที่นอนอยู่บนเตียง เขาทาบมือลงบนหน้าผากเบา ๆ  รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมา ไผ่เอ็นดูชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยหน้าตาผิวพรรณที่สวยงามของเชน แม้ไม่เท่าผู้หญิงทั่วไป แต่มันก็ทำให้ไผ่ไหวหวั่นได้ไม่น้อย ไผ่ก้มลงไปใกล้ ๆ หน้าเชนแดงด้วยพิษไข้

"ไผ่" เชนเรียกชื่อเขาเหมือนกำลังเพ้อ "ขอโทษนะ..."

ไผ่นั่งลง เอามือไปคลอเคลียแถวแก้มเชนอย่างแผ่วเบา "นายไม่เคยทำให้ฉันโกรธ"

พักหนึ่งเชนดูเหมือนจะรับรู้ถึงมือของไผ่ เขาขยับตัวแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

"ผ..ไผ่..?"

"ฉันเอง" คนถูกเรียกตอบอย่างอ่อนโยน "กินข้าวรึยัง ฉันเอามาให้เอาไหม?"

เชนมองหน้าไผ่นิ่ง...ค่อย ๆ เลื่อนมือมาจับต้องไผ่ราวกับจะเน้นย้ำว่าเป็นตัวจริง และแล้วเขาก็ทำให้ไผ่ตกใจด้วยการร้องไห้ออกมา

"ฉ..ฉันทำให้น้องนายตาย"

"เชน อย่าพูดแบบนั้นสิ"

"นายโกรธฉันใช่ไหม วันนั้นเพราะฉันไม่อยากไปทะเล ไม่อยากไปเป็นเพื่อนน้อง น้องเลยต้องตายแบบนั้น" น้ำตาของเชนไหลลงไปเปียกหมอน "น...นายอุตส่าห์พยายามช่วยให้น้องพ้นทุกข์ แต่ฉันกลับ.."

"แบมคงไม่อยากได้ยินนายพูดแบบนี้แน่" ไผ่ตัดบทเชน ทำให้เขาเงียบไป "ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ รู้ไหม"

เชนหันหน้าหนี "ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต"

"แบมบอกให้ลืม" ไผ่บอก เสียงไม่ดังไปกว่ากระซิบ

"ฉันรู้" เขายังคงหลบสายตา "แต่ฉันทำผิดไปแล้ว...แก้ไขอะไรไม่ได้"

"นายไม่ได้ทำอะไร" ไผ่เถียง "นายเสียอีกที่ทำให้ฉันได้รู้ว่าน้องอยู่ที่ไหน ถ้านายไม่คอยไปเฝ้าฉันที่โรงพยาบาลตลอดเวลาหลายอาทิตย์นั้น ฉันก็คงไม่มีวันได้รู้จักน้อง แม้จะแค่ในรูป ในความทรงจำของคนที่เคยรู้จักน้องก็ตาม"

เชนหันหน้ามา ดูเหมือนจะสะเทือนใจหนักกว่าเก่า ไผ่ควบคุมตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เขาค่อย ๆ โน้มตัวลงไปจูบเชนที่ริมฝีปาก แทรกลิ้นเข้าไป ควานไปทั่วปากของเชน ซึ่งทำให้เชนอบอุ่นไปทั้งร่าง ไผ่ถอนปากออกช้า ๆ แล้วเห็นเชนหน้าแดงกว่าเก่า

"ฉันรู้ว่าทำแบบนี้นายจะไม่พูดไปอีกหลายนาที" ไผ่ว่า "เมื่อคืน แบมมาหาฉันในฝัน...ฉันไม่แน่ใจว่าน้องมาจริง ๆ หรือฉันฝันไป แต่น้องบอกว่า..ขอบคุณที่ทำให้เธอได้รู้จักกับนาย กับพี่แจน กับพ่อแม่นาย ทุก ๆ คน เธอรักนายนะ สีหน้าเธอไม่ได้โกรธเคืองอะไรนายเลย อย่าโทษตัวเอง เข้าใจไหม ฉันไม่ได้โกรธนายเลย ฉันยิ่งรักนายมากขึ้นไปอีกพอรู้ว่านายได้ดูแลน้องสาวฉันดีขนาดไหน"

เชนหน้าแดงไปถึงใบหูเมื่อได้ยินคำนั้น "ร..รักเหรอ"

ไผ่ชะงัก พูดไปแล้ว! พูดไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ช่างเป็นคำสารภาพรักที่ไม่โรแมนติกเอาเสียเลย! เขารู้สึกเสียใจที่โพล่งออกไปแบบนั้น คอยดูปฏิกริยาของเชน

เชนมองสบตาไผ่ เขาเห็นความจริงใจมากมายในนั้น..

"อืม..ฉ..ฉันก็รักนะ" เชนบอก แล้วเอาหน้ากดลงไปในหมอนด้วยความเขิน ไผ่พลิกตัวเชนขึ้นมา แล้วก้มลงเลียริมฝีปากคนที่เขารักอย่างอ่อนโยน

"งั้นเรามาเป็นแฟนกันนะครับ" เขาแทบกระโดดตัวลอยเมื่อเชนพยักหน้าอย่างอาย ๆ แล้วทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดผางออก

แจนกับพ่อแม่เข้ามา แจนดูท่าทางปลื้มสุด ๆ ส่วนพ่อกับแม่ก็ทำสีหน้าบอกไม่ถูก..

เวลานี้สองหนุ่มตัวแข็งไปเรียบร้อย ไผ่รีบผละออกแล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"เชน..นี่ลูก.." แม่ของเชนส่งเสียงอย่างอ่อนแรง "ลูกชอบอย่างนี้หรือ"

เชนพูดไม่ออก หน้าแดง ไม่รู้ว่าเพราะเป็นไข้หรือเพราะโดนจับได้กันแน่ "ผ..ผมคิดว่าผมรักไผ่นะครับ"

พ่อของเชนไม่พูดอะไรเมื่อแม่ของเชนส่งสายตามาถามอย่างขอความเห็น หญิงชราถอนใจเบา ๆ การกระทำของเขาหมายถึง ให้เธอเป็นฝ่ายตัดสินใจ

"ถ้ามันเป็นทางเลือกของลูก พ่อแม่ก็จะไม่ขัดจ้ะ" เธอบอก

ไผ่กับเชนโล่งใจขึ้นแยะ..

.............................................................*

ไผ่พับเสื้อตัวสุดท้ายลงกระเป๋า เขากำลังเก็บเสื้อผ้าของเขา

"เอ้อ ไผ่ ฉันเจออัลบั้มภาพ" เสียงเชนแว่วมาจากนอกห้อง

"ไม่เอาหรอก ทิ้ง" ไผ่ตอบ ดวงตาสำรวจหาข้าวของจำเป็นที่น่าจะเหลืออยู่ในห้องนอน

"ทิ้งรูปเหรอ" เชนถามเสียงสูงราวกับไผ่บอกให้โยนทองลงทะเลลึก "ไม่เอาน่าไผ่...ถึงจะเป็นแค่รูปเล็ก ๆ มันก็เป็นความทรงจำนะ"

 เจ้าของอัลบั้มภาพไม่ได้ตอบ เขายกกระเป๋าเสื้อผ้าออกมานอกห้อง เห็นเชนกำลังนั่งเปิดอัลบั้มภาพดูอยู่บนพื้น "ในนั้นมีภาพอะไรบ้างล่ะ"

"สุดยอดเลยแฮะ" คนนั่งอยู่บนพื้นเอ่ยปากชม ตามองรูปภาพของเด็กชายตัวผอมแห้งกอดกับผู้หญิงคนหนึ่ง "นี่รูปนายตอนเด็กเหรอ หน้าเหมือนแบมมากเลยนะ...แต่ผอมไปหน่อย นี่คงเป็นแม่นายสินะ สวยจัง"

"อ๋อ ใช่ นั่นฉันถ่ายไว้ตอนราว ๆ เก้าสิบขวบมั้ง" ไผ่ชำเลืองมามอง เขากำลังค้นกองหนังสือที่ตั้งเป็นกอง ๆ ไว้บนพื้น เพื่อแยกว่าเล่มไหนจะเก็บ จะทิ้ง

"ว่าแต่ตอนนี้แม่นายไปอยู่ไหนล่ะ" เชนถาม

"แม่มีชู้หลังจากฉันพาแบมหนีออกจากบ้าน" ไผ่บอก สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกอันใด "พ่อกับแม่หย่ากันตอนฉันอายุ 15 เพราะพ่อจับได้ว่าแม่ไปมีกิ๊ก แล้วแม่ก็ย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่ออสเตรเลีย แม่ติดต่อกับฉันบ้างนาน ๆ ที แต่ก็ไม่ได้คุยกันหลายเดือนแล้ว"

เชนกัดริมฝีปาก ชีวิตของไผ่นั้นมีเรื่องสาหัสเข้ามามากจริง ๆ เขาผ่านมันมาได้อย่างไรกันนะ

"ฉันไม่ต้องการความเวทนาจากใคร" จู่ ๆ ชายหนุ่มผู้มีอดีตเลวร้ายก็เอ่ยขึ้น "อดีตก็คืออดีต สำคัญตรงที่ว่าฉันอยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้..."

เชนไม่ได้พูดอะไร เขาไม่คิดเลยว่าไผ่จะคิดได้แบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ครั้งแรกที่เชนเห็นนั้น เขานึกว่าชายหนุ่มจะเป็นพวกที่จมดิ่งอยู่แต่กับอดีตของตนเอง

"...นายไปนั่งรอแบมเหรอ ทุกเย็นที่ริมหาดทรายน่ะ" เชนตัดสินใจเอ่ยถาม

"ยังไม่ชัดอีกหรือไง" ไผ่ยกกองหนังสือที่เลือกจะเก็บไว้ใส่ลังใหญ่ลังหนึ่ง "เรื่องโรคร้ายนั่นก็เหมือนกัน ฉันกุมาว่าฉันเป็นโรคที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับทะเลเพราะเรื่องแบมนี่แหล่ะ ฉันพยายามจะตามหาน้องสาวทันทีที่เป็นไปได้ อยากรู้ว่าน้องอยู่ยังไง มีความสุขดีไหม แต่มันคงไม่จำเป็นแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันเป็นอิสระแล้ว"

"ความจริงนายน่าจะเจอแบมนะ ถ้านายไปรอที่หาดทรายทุกวัน" เชนบอก ลุกไปช่วยไผ่ขนลังไปขึ้นรถกระบะที่ยืมแพรวามา "แบมน่ะ ไปทะเลทุกวันเลย ไปเก็บขยะไง"

"พ่อกับแม่ไม่ชอบทะเล แล้วแม่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ฉันคลาดสายตาตั้งแต่แบมหายไปจากบ้าน" ชายหนุ่มใช้มือปาดเหงื่อบนหน้าออก

"อย่าทำแบบนั้นสิ เดี๋ยวสิวก็ขึ้นหรอก" เชนร้อง ดึงมือไผ่ออก แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองยื่นให้ไผ่ "เอ้า ใช้นี่เช็ด คราวหลังหัดพกผ้าเช็ดหน้าบ้างนะ"

ไผ่มองเชนอย่างอัศจรรย์ใจ "นายพกผ้าเช็ดหน้าด้วยเหรอ"

"พกแล้วทำไมล่ะ" เชนถามซื่อ ๆ "ก็พี่แจนกับแม่บังคับให้ฉันพกนี่ ฉันก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้นเอง"

"อ๋อ..ดีจังนะ มีคนคอยบังการชีวิตเนี่ย" ไผ่เปรยแล้วรีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเชนทำหน้าเสีย "เช็ดให้ฉันหน่อยสิ" ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ เชน

"อ๊ะ มือก็มีนี่ ทำไมไม่ทำเองล่ะ" เชนถอยหนีโดยอัตโนมัติ มือยังยื่นผ้าให้ไผ่ซึ่งคุกคามเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ไผ่ซึ่งตัวใหญ่กว่าแทบจะอยู่ในท่ายืนคร่อมเชน

"เอาน่า อยู่กันสองคน" ไผ่อมยิ้ม แล้วจับมือเชนที่กุมผ้าเช็ดหน้าอยู่ซับหน้าให้เขา

"เช็ดให้ก็ได้ แหม..แค่นี้มาทำเป็นอ้อน" เชนเริ่มเช็ดให้ไผ่ "เฮ้ย เอามือออกไป"

ไผ่ยังไม่ยอมปล่อยมือ เขายิ้มกวน ๆ "เอาออกไป อย่ามาจับ ฉันเช็ดไม่...อะ..."

ไม่รู้ว่าไผ่เลื่อนมืออีกข้างมาโอบเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เชนก็ถูกไผ่จูบเข้าอีกจนได้

....................................*

การมีความรักเป็นสิ่งสวยงาม... ไผ่กับเชนกำลังเรียนรู้ประโยคนี้ไปพร้อม ๆ กัน

สองวันหลังจากที่ไผ่ย้ายเข้าบ้าน แจนก็กลับเชียงใหม่ไปอยู่กับสามีซึ่งโทรมาถามบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเมื่อไหร่จะกลับมา (เชนกับไผ่แอบหัวเราะลับหลังอยู่บ่อย ๆ เวลาแจนถูกคนรักโทรมาจิก)

"อะไรก็ไม่รู้" พี่สาวทำหน้าเหมือนเด็กเล็ก ๆ ถูกขัดใจ "แค่ลงใต้มาเยี่ยมพ่อแม่สองสามอาทิตย์ก็จิกซะยังกะชั้นจะไปตาย มันอะไรกันนักกันหนา"

ถึงกระนั้นเธอก็จัดกระเป๋าเตรียมขึ้นเหนือ แม้ปากจะบ่นพึมพำ ๆ แต่เธอก็ยิ้มอย่างอิ่มเอมตลอดเวลาเลยทีเดียว(บางครั้งดูเหมือนไม่รู้ตัวเสียด้วย)

ทางด้านแพรวานั้นก็ยังโทรมาเสนองานให้ไผ่อยู่ไม่ขาด ดูเหมือนเธอจะเป็นห่วงสุขภาพการเงินของไผ่เสียเหลือเกิน แน่นอนหญิงสาวไม่ได้บอกว่าการที่เธอโทรมานั้นต้องแอบคู่หมั้นของเธอ เพราะมันจะทำให้เขาอารมณ์เสียทุกครั้งที่เห็นเธอโทรคุยกับใคร นั่นเป็นเหตุผลที่เธอมาหาเชนกับไผ่น้อยลงทุกที

เรื่องของไผ่ถูกถ่ายทอดให้แพรวารู้ผ่านทางแจนแล้ว

"ไผ่อยากลองบริหารบริษัทดูไหมคะ" แพรวาถามทางโทรศัพท์ "คุณจบบริหาร น่าจะเหมาะกับงานนี้นะคะ แล้วก็เป็นบริษัทในตัวจังหวัด ไม่ห่างทะเลด้วย คิดว่าไผ่น่าจะชอบ"

ไผ่ถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยกับการตามตื้อของหญิงสาว และไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปฏิเสธอีกแล้ว "ตกลงครับ ผมจะลองดู ถ้าไม่เป็นการรบกวนแพร"

ไผ่คาดว่าการว่างงานจะช่วยให้เขามีเวลามากขึ้นที่จะสืบเรื่องน้องสาว แม้จะไม่มีเบาะแสใด ๆ เลยที่แสดงว่าเขาเคยมีน้องสาว แม้แต่ทะเบียนเกิดก็ถูกพ่อเผาทิ้งไปตั้งแต่ไผ่ยังจำชื่อน้องไม่ได้ จะให้ไปจ้างนักสืบก็กระไรอยู่ เขาจึงต้องลงมือสืบเองทั้งหมดตั้งแต่มีโอกาสเฉียดเข้าใกล้ทะเล

อีกอย่าง งานบริหารก็เป็นงานที่ไผ่ไฝ่ฝันมานานแล้ว

แพรวาดีใจ เธอไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบรับอย่างง่ายดายเช่นนี้จากคนที่บ่ายเบี่ยงมาตลอด

"แล้วถ้าผมรับงานนี้...หวังว่าคงไม่มีใครต้องตกงานนะครับ" ไผ่กังวลว่าการที่เขารับงานจากแพรจะเป็นการทำให้เธอปลดพนักงานบางคนออก

"ไม่หรอกค่ะ" แพรวาตอบ "ตำแหน่งนั้นเป็นของแพรเองค่ะ"

ไผ่ตกใจเมื่อได้ยินดังนั้น นี่เขากำลังจะแย่งตำแหน่งจากหญิงสาวคนนี้น่ะหรือ

"แพรกำลังจะลาออกแล้วล่ะค่ะ กำลังหาคนมาทำต่ออยู่พอดี" เธอพูดต่อก่อนที่ไผ่จะมีโอกาสบอกปฏิเสธ "แพรกำลังจะไปอยู่อังกฤษกับรุจ... เขามาอยู่ไทยนานแล้วน่ะค่ะ บอกว่าจะไม่กลับด้วยถ้าแพรไม่ไปกับเขา ขืนอยู่ต่อไปเสียการเรียนหมด..."

..หวงกันจริง ๆ นะ...ไผ่คิดยิ้ม ๆ

"คิดว่า..ไผ่มาฝึกงานสักสองสามเดือนกับคุณพ่อน่าจะชินกับงานพอจะทำต่อเองได้แล้วล่ะค่ะ พรุ่งนี้มาที่บริษัทแพรสิคะ เดี๋ยวแพรไปรับ"

"ขอบคุณครับ แล้วแพรจะไปเมื่อไหร่ครับ" ไผ่เปลี่ยนเรื่อง "ผมอาจจะไปส่ง"

"ดีใจจังเลยค่ะ" แพรบอก "ยังไม่มีกำหนดแน่นอนหรอกค่ะ แต่คงเป็นหลังวาเลนไทน์"

อา..วาเลนไทน์

ปีนี้...วันแห่งความรักคงไม่ไร้ความหมายสำหรับเขาเสียทีเดียวหรอก

...............................................*

เชนรับโทรศัพท์ที่ส่งเสียงตั้งแต่เช้า แจนโทรมาจากเชียงใหม่

"มีอะไรพี่" เชนถาม

"อื้ม...แกช่วยหาเข็มถักนิตติ้งให้หน่อยสิ อยู่ในห้องพี่น่ะ" แจนสั่งผ่านสายโทรศัพท์ "ส่งมาให้พี่ที ไว ๆ ด้วยนะ"

"โหย พี่แจน" เชนโอด "จะหาไปทำไม ซื้อใหม่ไม่เร็วกว่าเหรอ ส่งไปกว่าจะถึงก็สองสามวันแน่ะ ทางนั้นก็น่าจะมีขายนี่นา"

"ไม่ได้ย่ะ พี่กลับบ้านไปเพื่อไปเอาเข็มถักอันนั้น" แจนบอกเสียงจริงจัง "ถ้าไม่ใช่เข็มอันนั้นพี่ไม่ถัก เพราะพี่ใช้เข็มอันนั้นถักให้แฟนทุกปี"

"ดันลืม" น้องชายล้อ

"ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนั้นเลยนะ เพราะเรื่องแกกับไผ่น่ะแหล่ะ มันทำให้ฉันตื่นเต้น" แจนว่า "ดูสิ น้องชายจะลงจากคานทั้งที ต้องเชียร์ ๆ ลืมเรื่องอื่นไปหมดเลย"

"เง้ย คง คานอะไรพี่ ผมพึ่ง 25 เอง"

"ตั้ง 25 ต่างหากล่ะ ใคร ๆ เขาก็หาฟงหาแฟนได้หมดแล้วอายุปูนนี้"

คนอายุน้อยกว่าแกล้งทำเสียงโกรธ ๆ "เดี๋ยวก็ไม่ส่งไม้นิตติ้งไปให้ซะเลย" เชนหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงแจนโวยวายผ่านสาย

เชนวางสายโทรศัพท์

ความรักเนี่ย...เปลี่ยนพี่แจนสาวมั่นเป็นคนละเอียดอ่อนขนาดนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...

ชายหนุ่มมองไปยังรูปน้องสาวที่ไผ่เอามาวางไว้ทั่วบ้านแล้วรำพึงออกมาเบา ๆ

"อยากจะอยู่ข้าง ๆ พี่ชายแท้ ๆ สักครั้งไหมหึ แบม"

...............................................................*

ไผ่เริ่มฝึกงานที่บริษัท ทำให้เขาได้เจอกับแพรวาบ่อยขึ้น และได้เจอพ่อของแพรซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่ดูเคร่งขรึม และสง่ามาก ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้ไผ่เกรงใจตั้งแต่แรกเห็น แต่แล้วเขาก็ได้รู้ว่าพ่อของแพรไม่ได้เครียดอย่างที่ไผ่คิด เขาเป็นกันเองมากทีเดียว และดูจะพอใจในฝีมือการทำงานของไผ่ที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ไผ่ได้รับเงินเดือนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

"เอ่อ อย่าดีกว่าครับ" ไผ่ปฏิเสธ แต่เจ้านายใหม่ของเขายัดเงินใส่มือให้

"เบี้ยเลี้ยงเดือนแรก สำหรับความตั้งใจในการทำงาน" พ่อของแพรไม่ฟัง เขาไม่รับเงินคืน

ไผ่รู้ทันทีว่าแพรได้นิสัยชอบยัดเยียดความสุขให้คนอื่นมาจากใคร

.................................*

"สุขสันต์วันวาเลนไทน์" เชนบอกไผ่แทนคำอรุณสวัสดิ์ตามปกติ "มานี่สิ ฉันจะให้ดูอะไร"

เชนพาไผ่เข้าไปในห้องนอนของเขาซึ่งก็เป็นห้องทำงานขนาดเล็กในตัว ไผ่มองไปรอบห้องและเห็นสิ่งที่เชนอยากให้ดู

เบื้องหน้าไผ่ตอนนี้คือขาตั้งกระดานวาดภาพแบบศิลปินที่ไม่รู้ว่าเชนไปเอามาจากไหน บนกระดานโดนผ้าสีขาวบังไว้ราวกับจะปิดบังภาพที่เจ้าของวาดเอาไว้

"อ่ะ...นี่อะไรเหรอ..." ไผ่ถามอย่างแปลกใจ

"ของขวัญวันวาเลนไทน์" เชนเกาแก้ม "ไม่รู้ว่านายจะชอบรึเปล่านะ...แต่ฉันอยากจะทำให้จริง ๆ"

ไผ่เดินเข้าไปใกล้ ๆ เอื้อมมือไปดึงผ้าบังตาออก แล้วชะงักด้วยภาพวาดที่เห็น

ภาพที่เชนวาดนั้นเป็นภาพเหมือนของตัวเขาเอง...เพียงแต่ในภาพไม่ได้มีเขาแค่เพียงคนเดียว ยังมีเด็กหญิงอายุ 10 ขวบ หน้าตาน่ารักน่าชังยืนอยู่ข้าง ๆ ตัวเขาในภาพกำลังหยอกล้อเล่นหัวกับเด็กหญิงอย่างสนุกสนาน ฉากเบื้องหลังนั้นเป็นริมหาดเล็ก ๆ ที่ไผ่จำได้ทันที

ภาพนั้นดูมีชีวิตชีวามาก

"ฉันทำได้ดีที่สุดแค่นี้แหล่ะ นานแล้วที่ไม่ได้วาดภาพเหมือน แล้วมันก็ไม่มีแบบให้วาดด้วย...นายก็รู้น..." เชนถูกดึงเข้าไปหาไผ่อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างบาง  ๆ ของเขาเซถลาเข้าไปในอ้อมกอดของไผ่อย่างง่ายดาย

"ไม่ต้องพูดอะไรหรอก" ไผ่บอก ส่งสายตาอ่อนโยนให้ "มันเป็นของขวัญที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้รับในชีวิตนี้แล้วล่ะ"

"อื้ม..." เชนกัดริมฝีปาก หลบสายตาที่ทำให้เขาหวั่นไหว

"นายตั้งชื่อภาพนี้หรือเปล่า"

"ริมทราย" เชนบอกอุบอิบ "มันเป็นชื่อที่แบมตั้งให้ที่นั่นก่อนตายน่ะ ฉันไม่ค่อยชอบหรอก แต่ก็ตามใจน้องตลอดน่ะ"

"ฉันชอบชื่อนี้นะ" ไผ่ยิ้มให้เชน "ฉันอยากให้อะไรนายด้วย วาเลนไทน์ทั้งที"

เขาเดินไปหยิบตะกร้าใส่ช็อกโกแลตยี่ห้อต่าง ๆ เต็มเปี่ยมออกมา ตะกร้านั้นถูกตกแต่งด้วยกุหลาบสีแดงหลายดอก

มันดูสวยงามไร้ที่ติ

ไผ่ยิ้มให้เชน แล้วรอยยิ้มของเขาก็เลือนหายไปเมื่อเห็นสีหน้าซีด ๆ ของเชน

"เป็นอะไรไปเหรอ เชน" ไผ่ถาม

เชนยิ้มแหย ๆ ให้คนรัก "น่ากินดีนะ...แต่ไผ่ นายเคยได้ยินโรคแพ้ช็อกโกแลตรึเปล่า???"

 

 

 

 

~จบ~

 

จบแล้วจ้า~

ขอบอกว่า เปลี่ยนเนื้อเรื่องนิดหนึ่งอีกครั้ง

ในบล้อกนี้เราเขียนนิยายเหมือนเขียนเล่นเลยอ่ะ ถ้าจะอ่านแบบสมบูรณืที่สุดไปอ่านที่นี่นะจ๊ะ

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=3227.0

ในนั้นลงทีละสองหน้ากระดาษ A4 สองสามวันลงครั้ง แต่ที่นี่จะลงต้นฉบับทั้งหมดเท่าที่มีเพื่อรักษานิยายเรื่องนี้ไว้ไม่ให้หายไปกับไวรัส เพราะเราเซฟนิยายเรื่องนี้ทั้งหมดไว้ใน mp4 (ไม่ใช่แฮนดี้ไดรฟ์ด้วยซ้ำ)

.........................................*

สีสันของงานปีใหม่ดูรื่นเริง แสงไฟถูกตกแต่งไปทั่วทั้งเมือง เกาะกลางถนนดูสว่างสดใสด้วยดวงไฟเล็ก ๆ นับร้อย ๆ ดวง ตามหน้าร้านค้าต่าง ๆ ก็มีข้อความจากริ้วประดับว่า "สุขสันติ์วันปีใหม่" ทั่วทั้งเมือง

งานปีใหม่ที่ทุ่งกลางเมืองดูคึกคัก ผู้คนมากมายจากที่ต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาสังสรรในงานแห่งนี้ ทั้งวัยเด็ก ผู้ใหญ่ หรือนาน ๆ ทีก็เห็นวัยชราเดินกันให้ควั่ก

ความจริงไผ่ไม่ชอบงานที่มีแต่ผู้คนเดินไปเดินมาน่าเวียนหัว หรือเสียงเพลงดังหูดับตับไหม้เช่นนี้ ถ้าหากไม่ได้มากับเชนเขาคงปฏิเสธไปแล้ว

เชนก็ดูรื่นเริงกับงานดี เขาดูสดใสเหมือนปกติ

"ไผ่ดูไม่ค่อยสนุกเลยนะ" ใบหน้าเชนเปื้อนยิ้มตลอดเวลา "ดูสิ ซุ้มนั้นน่าสนใจนะ เข้าไปดูกันหน่อยไหม"

ไผ่ตามใจเชนอีกครั้ง ซุ้มที่ว่านั้นเป็นซุ้มปาเป้า ดูเหมือนเชนจะชอบเล่นเกมปาเป้าและยิงปืนชิงรางวัลมากกว่าที่อื่น ๆ ไผ่ดูเชนปา เชนยิง แต่ก็ไม่เคยได้รางวัล กระนั้นเชนก็หัวเราะชอบใจ บ่อยครั้งที่เชนชวนไผ่เล่นด้วยกัน แต่ก็ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าทุกครั้งไป

"เล่นอะไรเป็นเด็ก ๆไปได้" ไผ่ติง

"ฮะ ฮะ ถ้านายไม่เคยเป็นเด็ก นายก็ไม่ได้โตหรอก"

"แต่อย่างนายนี่ เขาเรียกว่าเด็กเลี้ยงไม่โต"

"เฮ้ ๆ ฉันอายุมากกว่านายนะ" เชนร้องเมื่อถูกคนอ่อนวัยกว่าว่าเข้าให้ คำตอบคือการถอนหายใจและรอยยิ้มขบขัน

ไผ่เห็นอะไรบางอย่างสะท้อนแสงอยู่ที่ร้านข้าง ๆ ร้านขายของแบตามดินธรรมดา

"เชน เดี๋ยวฉันไปดูของร้านข้าง ๆ นี่นะ"

ไผ่เดินจากมาเมื่อเห็นเชนพยักหน้ารับรู้ ดูเหมือนเขาจะสนุกสนานกับการปาเป้าอย่างจริงจัง

ชายหนุ่มเดินมาดูแผงขายเครื่องประดับของวัยรุ่น เขาเองก็เลยวัยนั้นมาแล้ว นิสัยของเขาไม่เหมือนวัยรุ่นนักแม้ตอนที่ยังอยู่ในวัยนั้น แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าเขาสนใจเจ้าสร้อยคอสายโซ่ที่มีจี้เป็นหินสีดำเส้นนี้นัก หินก้อนนี้เป็นหินสีดำที่ดูเหมือนจะขัดจนเงางาม และเนื่องจากความเรียบง่ายธรรมดาของมัน จึงดูเหมือนว่าเจ้าสร้อยเส้นนี้ไม่ได้ถูกแตะต้องจากลูกค้าคนใดมาก่อน

แต่ความธรรมดานี้แหล่ะที่ไผ่ชอบนัก

"นี่ไผ่" เชนเข้ามาทัก เขาชะงักเมื่อเห็นไผ่จ้องมองสร้อยเส้นนั้น "สนใจเหรอ ฉันซื้อให้เอาไหม ของขวัญวันปีใหม่ไง"

"ไม่เป็นไรหรอก" ไผ่ตอบ แล้วเดินไปดูอย่างอื่น พยายามมองหาสิ่งอื่นที่เขาสนใจ

เชนมองสร้อยเส้นนั้น แล้วหยิบขึ้น เอาไปจ่ายเงินกับเจ้าของร้าน

ไผ่มองเชนที่ตามออกจากร้านมาอย่างสงสัย แล้วสังเกตเห็นสร้อยสีนิลที่เชนสวมอยู่

"นายซื้อสร้อยเส้นนั้นเหรอ"  เชนพยักหน้าเนิบ ๆ เป็นคำตอบ

"ฉันชอบมันนะ นายไม่เอา ฉันเอาเอง"

แสงไฟวูบวาบ เสียงเพลงดังสนั่น และผู้คนมากมายทำให้ไผ่เวียนหัว เขาไม่ชอบบรรยากาศปีใหม่นักตามประสาคนรักความเงียบสงบ เชนสังเกตเห็นจึงชวนไปเล่นชิงช้าสวรรค์ ซึ่งไผ่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ไผ่ช่วยเชนปีนขึ้นชิงช้า ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพังในกระเช้า

"นานแล้วนะที่ไม่ได้มานั่งเนี่ย" เชนรำพึง ไผ่สังเกตเห็นดวงตาของชายหนุ่มเบื้องหน้าทอประกายหม่นหมองบางอย่าง

"ฉันไม่เคยมานั่งเลย" ไผ่พึมพำ แล้วสังเกตเห็นว่าเชนมองเขาอย่างประหลาดใจ "แปลกยังไงเหรอ"

"ก็...ฉันไม่คิดว่าจะมีเด็กที่ไม่เคยนั่งชิงช้าสวรรค์นะ เพื่อนฉันก็เคยนั่งกันทุกคน"

ไผ่หัวเราะ เขาดีใจที่เห็นเชนยิ้มได้สักที

"เชน ฉันขอถามคำถามนายสักข้อได้ไหม" ไผ่ออกปากหลังจากไตร่ตรองดีแล้ว

"ถามมาสิ ถ้าตอบได้ก็จะตอบ"

"นายโกรธฉันหรือเปล่า เรื่องที่ฉันเคยถามว่านายมาเก็บขยะที่หาดนั่นทำไม" นี่คือเรื่องที่ทำให้เขาไม่สบายใจมาหลายต่อหลายวันแล้ว

"ถ้าโกรธ ฉันก็ไม่มาหานายอีกแล้วน่ะสิ" เชนตอบ ตามองไปยังแสงไฟเบื้องล่าง "ฉันไม่ได้โกรธหรอก แต่มันสะกิดใจ เลยไม่อยากจะตอบทันที.."

ไผ่ถอนหายใจอย่างโล่งอก

"แต่ถ้านายอยากรู้จริง ๆ นะ..." ชายหนุ่มร่างเล็กมองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องนอก แสงจันทร์ถูกบดบังไปหมด ไม่มีดาวสักดวงบนท้องฟ้า "ฉ้นจะเล่าให้นายฟังก็ได้"

ไผ่มองดูเพื่อนที่ดูเศร้าสร้อยขัดกับบุคลิกปกติ

"ถ้าเรื่องนั้นทำให้นายเศร้า นายก็ไม่ต้องเล่าให้ฉันฟังหรอกนะ แต่ฉันก็ยินดีจะรับฟัง ถ้ามันจะทำให้นายสบายใจ"

"ขอบคุณนะ" เชนหันมายิ้มให้ไผ่ "นายดูร่าเริงมากขึ้นเยอะเลยหลังจากออกจากโรงพยาบาล"

"ฉันมีความสุขเวลาที่อยู่ใกล้นาย" ไผ่ตอบอย่างไม่ปิดบัง เชนรู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นเป็นจังหวะแปลก ๆ ชายหนุ่มตรงหน้าไม่เคยปิดบังความคิดของตนเองเลย อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่นิสัยของเขาก็ได้

เชนนิ่งคิด เขาเองก็รู้สึกดีที่ได้ยินไผ่เอ่ยเช่นนั้น

"ฉันก็...คงรู้สึกเหมือนนาย"

ไผ่ยิ้มให้เชน และได้รับรอยยิ้มที่ดูสบายใจตอบกลับมา

คืนนั้น หัวใจของเขาทั้งสองพองโตด้วยความสุข

............................................................................................*

ติ๊ง..ต่อง..

เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ไผ่วางหนังสือพิมพ์ในมือลง ใจนึกสงสัยว่าใครที่มาหาเขาถึงบ้าน แล้วก็เป็นดังคาด ผู้มาเยือนคนนั้นคือแพรวา

แต่แพรวาไม่ได้มาลำพัง เธอควงชายหนุ่มคนหนึ่งมาด้วย...

แพรวาเป็นผู้หญิงร่างเล็ก น่าเอ็นดู เธอยิ่งดูตัวเล็กและบอบบางมากยิ่งขึ้นเมื่อยืนเทียบกับชายหนุ่มตรงหน้าไผ่ซึ่งเป็นคนไหล่กว้าง ตัวสูง ท่าทางมีภูมิฐาน หน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาไร้ที่ติ

"สวัสดีครับ..." ไผ่ทัก มองชายหนุ่มร่างสูงอย่างสงสัย เขาคงเป็นคนรักของแพร

"สวัสดีค่ะ" หญิงสาวยิ้มทักทายอย่างน่ารัก "ไผ่คะ นี่รุจ...คู่หมั้นแพรเองค่ะ รุจ นี่ไผ่ที่แพรเล่าให้ฟังไงคะ"

รุจมองดูไผ่ ซึ่งรู้สึกว่าสายตาที่รุจส่งมาให้นั้นซ่อนแววตาไม่เป็นมิตรเอาไว้ แต่เขาก็จ้องตอบอย่างไม่กลัวเกรง

ไผ่เชิญแขกทั้งคู่เข้ามาในบ้านซึ่งบัดนี้ก็มีสภาพไม่ได้ต่างจากก่อนที่ไผ่จะเข้าโรงพยาบาลสักเท่าไหร่

"ขอโทษที่บ้านออกจะรกไปหน่อยนะครับ" ไผ่ขอโทษขอโพย แพรวายิ้มอย่างไม่ถือสา แต่รุจไม่ได้แสดงสีหน้าอันใด เขาคอยจับตามองไผ่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งไผ่ไม่ชอบเลย

แพรเล่าให้ฟังว่าที่เธอหายหน้าหายตาไปนั้น เพราะคู่หมั้นของเธอเดินทางกลับมาจากต่างประเทศหลังจากทราบข่าวว่าแพรวาถูกรุมทำร้ายที่ชายหาด แพรวาจึงเดินทางไปกรุงเทพเพื่อรับคู่หมั้นจากสนามบิน

"ต้องขอบคุณไผ่จริง ๆ ที่ช่วยแพรเอาไว้" แพรวาบอกน้ำเสียงสดใส "ใช่ไหมคะรุจ"

"ใช่ ขอบคุณ" รุจตอบสั้น ๆ เป็นการเอ่ยปากครั้งแรกนับตั้งแต่ย่างเข้าบ้าน เขามองไผ่อย่างไม่ไว้ใจ ทำให้คนถูกมองรู้สึกตะหงิด ๆ ว่าบางทีรุจอาจจะกลัวไผ่พยายามแย่งคู่หมั้นของเขาก็ได้

...........................................................*

สาย ๆ ของวันต่อมา

เชนมองไผ่อย่างไม่สบายใจหลังจากเขาเล่าเรื่องรุจให้ฟังในร้านกาแฟที่ชายหนุ่มทั้งสองนัดเจอกัน

"ฉันไม่ชอบใจเลย" เชนพูดตรง ๆ เขาสั่งกาแฟคาปูชิโน่เย็นมาแก้วหนึ่ง ส่วนไผ่มีกาแฟดำอยู่ในมือ "ขออย่าให้นายรุจอะไรนั่นเข้าใจอะไรผิดเลยนะ"

"มันมีอะไรให้เข้าใจผิดกันเล่า" ไผ่จิบกาแฟดำ

"ไม่รู้สิ...เกิดเขาคิดว่านายจะเป็นชู้กับแพรแล้วส่งมือปืนมาเก็บนาย...ไม่อยากจะคิดเลย" เชนว่า แต่ไผ่กลับทำหน้าไม่ทุกข์ร้อน มิหนำซ้ำยังยิ้มอย่างอารมณ์ดี

"แพรยังไม่แต่งงานสักหน่อย หมั้นได้ก็ถอนได้" ไผ่ตอบ "นายเป็นห่วงฉันเหรอ"

"อืม" เชนดื่มกาแฟ "ใช่.. ถ้านายเป็นอะไรไปฉันคงเสียใจนะ นายเป็นเพื่อนคนแรกตั้งแต่ฉันเรียนจบ"

"แค่นั้นฉันก็ดีใจแล้วล่ะ" ไผ่ยิ้ม ๆ

"แล้วนายชอบคุณแพรเขาจริง ๆ รึเปล่าล่ะ" เชนใช้หลอดคนกาแฟในมือ หลบสายตาของไผ่

"เปล่าซักหน่อย" ไผ่ตอบ ใช้สายตามองเชนอย่างมีความหมาย

เชนมองไปทางอื่น ทำท่ากระเอม แล้วลุกไปที่อื่นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ได้ยินเสียงไผ่หัวเราะหึ..หึอยู่ข้างหลัง

ไผ่นั่งจิบกาแฟรอ นั่งมองน้ำแข็งในแก้วของเชนละลายปนกับคาปูชิโน่ ตอนที่เชนกลับมาพร้อมกับผู้หญิงหน้าตาร่าเริงคนหนึ่ง เธอมัดผมรวบไว้ข้างหลัง แต่งหน้า แต่งตัวมีรสนิยมไม่น้อย

"เอ่อ สวัสดีครับ" ไผ่ว่าอย่างงง ๆ เมื่อไผ่ให้ผู้หญิงคนนั้นนั่งลงที่โต๊ะเดียวกัน ไผ่รู้สึกคุ้นตาผู้หญิงคนนี้อย่างประหลาด

"เชน นี่พี่แจน พี่สาวฉันเอง" เชนแนะนำ

"สวัสดีจ้ะ" แจนยิ้มทักทาย "นี่เหรอแฟนแก เจ้าเชน"

เชนหน้าแดง ส่วนไผ่กำลังสงสัยว่าเขาควรทำสีหน้าอย่างไร

"เพื่อนต่างหากพี่แจน" คนถูกทักแก้ตัว

"แหม แกก็...ทำเว่อร์ไปได้ พี่แค่ล้อเล่นหรอกน่า" แจนหัวเราะคิกเหมือนเจอเรื่องถูกใจ "แล้วไม่คิดจะเลี้ยงอะไรพี่ในไส้แกหน่อยรึ ไม่เจอซะน้านนาน"

เชนแกล้งมองพี่สาวอย่างไม่พอใจ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะไม่สนใจสายตาของน้องชายเลย เพราะเธอแกล้งทำเป็นสนใจมองดูเล็บที่ถูกไว้ยาวและทาสีสันสดใสเอาไว้อยู่ เชนถอนหายใจแล้วเรียกเด็กเสิร์ฟในร้านมา

"เราอ่ะชื่ออะไร ไผ่หรือเปล่า" แจนหันมาสนใจไผ่แทน เมื่อเห็นว่าเชนสั่งกาแฟและเค้กที่เธอชอบให้ ไผ่พยักหน้าตอบ

บทสนทนาดำเนินไปอย่างสนุกสนานเมื่อมีแจนเข้ามาร่วมวง เธอเป็นคนร่าเริงสดใส ร่าเริงยิ่งกว่าน้องชายของเธอเสียอีก นอกเหนือจากนั้นยังชอบแกล้งแหย่เชนอีกด้วย ไผ่ได้รู้ว่าแจนเป็นลูกสาวคนโตของบ้านเชน แต่งงานย้ายออกไปอยู่กับสามีที่กรุงเทพเมื่อสองปีก่อน บุคลิกของเธอไม่เหมือนหญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วเอาเสียเลย กลับเหมือนเด็กวัยรุ่นกำลังแสบซ่าเสียมากกว่า

"พี่พึ่งกลับมาเมื่อกี้นี้เอง กลับไปถึงบ้านพ่อแม่ก็บอกว่าแกออกมาแล้ว เจ้าเชน ฉันก็เลยตามออกมาดูหน้าแฟนแกนี่ไง" แจนเรียกเชนเป็นแฟนกับไผ่เป็นครั้งที่ร้อย

"เลิกเรียกแบบนั้นสักทีเถอะพี่" เชนปฏิเสธเป็นครั้งที่ร้อยเช่นกัน

"ชั้นจะเรียกแล้วแกมีปัญหาอะไรยะ" แจนกัดน้อง แล้วหันมาทำเสียงหวานกับไผ่ "ไปเล่นบ้านพี่มั๊ยไผ่จ๋า พี่จะให้เจ้าเชนมันเล่นเปียโนให้ฟัง"

"เฮ้ย.." เชนท้วง แต่ถูกเชนส่งสายตาข่ม ๆ ไปให้ จึงเงียบเสีย

ไผ่รู้สึกสนใจ เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเชนเล่นเปียโนด้วย จึงตอบรับอย่างเต็มใจ

..................................................................................................*

บ้านของเชนร่มรื่นแม้ตอนกลางวัน ในสวนหย่อมหน้าบ้านนั้นเห็นพ่อของเชนกำลังกวาดใบไม้ที่ร่วงลงมาเกลื่อนพื้นอยู่อย่างขมักเขม้น

"พ่อชอบดูแลสวน" เชนบอก "ไม่งั้นบ้านฉันไม่มีต้นไม้ถึงวันนี้หรอก บ้านฉันเหลือแต่พ่อนี่แหล่ะที่คอยดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ในสวนอยู่ ถ้าไม่นับผักสวนครัวของแม่นะ"

"อ้าว แจน เชน พาเพื่อนมาด้วยเหรอ" ชายชราถามด้วยท่าทางอารมณ์ดี เมื่อสังเกตเห็นชายหญิงทั้งสามเข้ามาไหว้ทักทาย

"ให้ผมช่วยมั๊ยพ่อ" เชนอาสา

"ไม่ต้องหรอกเชน  ถ้าพ่อไม่ได้ทำจะรู้สึกเหงา ๆ น่ะ" พ่อตอบ ทำให้ลูกชายท่าทางหงอยลง

"ไอ้เชนมันไม่อยากเล่นเปียโน" แจนกระซิบบอกไผ่ "หาข้ออ้างไปอย่างนั้นล่ะ มันรู้อยู่แล้วว่าพ่อไม่ชอบให้ใครช่วย"

ทั้งสามเข้าบ้าน ทักทายแม่ แล้วตรงไปที่ห้องซึ่งไผ่ยังไม่เคยเข้าไป

ห้องนั้นเป็นห้องกว้าง ทั้งห้องดูสว่างอบอุ่นด้วยสีไข่ ตรงกลางห้องมีแกรนด์เปียโนสีขาววางเอาไว้ ฝาเปียโนถูกปิดเอาไว้ อย่างเรียบร้อย ที่มุมหนึ่งของห้องมีชั้นวางกระดาษและแฟ้มต่าง ๆ อยู่ แจนกับเชนเดินเข้าไปถกเถียงกันอยู่ที่มุมนั้น ไผ่เดาเอาว่าคงจะเป็นมุมวางโน้ตเพลง

ไผ่ชอบเสียงเปียโน แต่เขาไม่มีโอกาสได้ฟังบ่อยนัก จึงไม่แปลกที่เขายินดีที่ได้รู้จักเพื่อนที่เล่นเปียโนเป็น

"เพลงนี้ดีกว่านะ" แจนบอกน้องชาย ในมือมีโน๊ตเพลงอยู่เพลงหนึ่ง "พี่คิดถึง"

"เชนไม่อยากเล่นเพลงนี้อ่ะ" เชนบ่น

"เชน.." แจนทำเสียงต่ำและส่งสายตาคล้ายตำหนิมาให้ ไผ่ไม่คิดว่าจะได้เห็นผู้หญิงอย่างแจนทำหน้าเครียดแบบนั้นเลย และเชนก็คงรู้เช่นกันว่าพี่สาวเขาเอาจริงแล้ว จึงทำตามโดยดี

"รอบเดียวนะ" เชนนั่งลง ส่งสายตาค้อนพี่สาว ไผ่มองอย่างขำ ๆ แล้วเชนก็เริ่มเล่นเพลงทำนองสดใสอบอุ่น

"เชน!" แจนดุ เห็นได้ชัดว่าเชนไม่ได้เล่นเพลงตามโน๊ตที่วางอยู่ตรงหน้า เชนส่งสายตาให้แจนอย่างหาเรื่องและเล่นต่อไป เมื่อเห็นว่าน้องชายไม่มีทางทำตามที่เธอสั่งแล้ว แจนจึงหันมาสนใจไผ่แทน

"ไผ่เล่นเปียโนเป็นรึเปล่า" เธอถาม

"ผมสนใจมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะฮะ แต่พ่อแม่ไม่ให้เรียน"

"เอ๋ แย่จัง" แจนมองไผ่อย่างแปลกใจ ทำทีเหมือนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มพูดต่อ "ฉันกับเชนเคยมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง...เธอชอบเล่นเปียโนมากเลยนะ ดวงตาของเธอจะเป็นประกายทุกครั้งที่ได้ฟังเสียงเปียโน หรือเล่นเปียโน เหมือนตาของไผ่ตอนนี้เลย"

"เคยมีเหรอครับ" ไผ่ไม่แน่ใจว่าเขาฟังถูกหรือเปล่า

"ใช่จ้ะ" แจนยิ้มเศร้า ๆ "ชื่อแบมน่ะ ความจริงแล้ว..นี่ก็เป็นครั้งแรกหลังจากที่แบมจากไปที่เชนแตะต้องเปียโนนะ ไม่รู้เป็นเพราะไผ่รึเปล่า"

มีอะไรบางอย่างบอกไผ่ว่าเขาไม่ควรพูดอะไรเกี่ยวกับเด็กที่ชื่อแบมอีก

"แล้วพี่แจนล่ะฮะ เล่นเปียโนได้หรือเปล่า" ไผ่รีบเปลี่ยนเรื่อง

รอยยิ้มสดใสกลับมาบนใบหน้าของหญิงสาวอีกครั้ง "พี่เล่นเป็นแต่กีต้าร์จ้า"

...........................................................*

เสียงริงโทนมือถือของแพรวาดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาจะรับสาย แต่มีมือแข็งแรงคู่หนึ่งจับข้อมือของเธอไว้

"ใคร" รุจถามสั้น ๆ เขากำลังขับรถอยู่

แพรวาทำหน้างง แล้วยื่นมือถือให้ดู เป็นชื่อของเชน

"ใคร" รุจถามซ้ำ

"เพื่อนค่ะ" แพรตอบ เสียงมือถือยังดังอยู่ไม่หยุด "แพรขอคุยได้หรือยังคะ"

ดูเหมือนคู่หมั้นของแพรจะพึ่งรู้สึกตัว เขารีบปล่อยข้อมือของเธอด้วยกิริยาคล้ายชักกระตุก

"สวัสดีค่ะ" แพรรับ รุจเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ "ค่ะ อ๋อ ว่างสิคะ ....ค่ะ ค่ะ ไปได้ค่ะ"

ชายหนุ่มข้างตัวเธอปล่อยลมหายใจแรง ๆ คล้ายสะกดกลั้นอารมณ์ แพรวาเหลือบมองแล้วซ่อนรอยยิ้มซุกซนบนใบหน้า

"ที่ไหนล่ะคะ" เธอถามต่อ "ค่ะ"

แพรวาวางสาย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส รุจหน้าเบ้แต่ไม่ได้พูดอะไร หญิงสาวจึงมองไปข้างหน้า แล้วแกล้งพูดขึ้นมาลอย ๆ

"ดีใจจัง"

"อะไร" ชายหนุ่มถามห้วน ๆ คล้ายไม่พอใจอะไรบางอย่าง

แพรวาถอนหายใจ แล้วยิ้มกว้าง "ผู้ชายขี้หึงนี่น่ารักนะคะ"

รุจเกือบขับรถตกถนนเพราะประโยคที่แพรบอกเขา

........................................................................*

ร้านไอศกรีมหัวมุมถนนร้านนี้เปิดมานานหลายปีแล้ว สไตล์การแต่งร้านที่เรียบง่ายดูมีระดับและราคาของที่ไม่สูงเกินไปทำให้ร้านนี้มีลูกค้าเข้าอยู่เสมอ

เชนกับแจนกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะกลมโต๊ะหนึ่งในร้านเมื่อแพรวาเข้าไปถึง แพรชะงักเมื่อสังเกตเห็นแจน

"อ้าว สวัสดีครับแพร" เชนที่สังเกตเห็นแพรทัก แจนหันไปตาม

"แพร..." หญิงสาวอ้าปากค้าง

"แจน...เธอมาทำอะไรที่นี่" แพรก็ดูเหมือนจะประหลาดใจไม่ต่างกัน

"เอ๋ สองคนนี้รู้จักกันมาก่อนเหรอ" เชนที่นั่งมองอยู่ถาม แล้วก็ต้องตกใจที่เห็นหญิงสาวทั้งสองคนสวมกอดกัน

"ฉันคิดถึงเธอมากเลยนะยัยแพร" แจนเริ่มคุยเมื่อแพรนั่งลง แล้วหันมาหาน้องชายที่ทำหน้างง "นี่เหรอเพื่อนของแก ทำไมแกไม่บอกฉันสักคำว่าเพื่อนของแกชื่อแพรวา แง่นครยะ"

"อ้าว ใครจะไปรู้ล่ะ" เชนบ่นอุบอิบ

หลังจากที่สั่งไอศกรีมแล้ว ชายหนุ่มก็นั่งฟังสองสาวคุยกันอย่างออกรส เขาจับใจความได้ว่า แพรวากับแจนเป็นเพื่อนที่เรียนมหาลัยคณะเดียวกันมาและสนิทกันมากชนิดตัวติดกัน แต่แพรวาออกไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ จึงขาดการติดต่อกันไป

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...

"แพร...อายุมากกว่าผมเหรอครับ"

แพรยิ้มให้อย่างเป็นมิตร "ใบหน้ามันบอกอายุไม่ได้หรอกนะคะ แพรอายุ 27 เท่าแจนค่ะ"

"เจ้าเชน แกต้องเรียกแพรเป็นพี่นะยะ" แจนสั่งแกมบังคับน้อง

"คร้าบ พี่แจน"

"ว่าแต่...วันนี้เชนเรียกแพรมาทำไมเหรอคะ" แพรวาถาม

"ความจริงก็มีสองจุดประสงค์น่ะครับ" เชนตอบ "ทีแรกก็ตั้งใจจะแนะนำให้พี่ ๆ รู้จักกัน แต่ถ้ารู้จักกันแล้วก็ดีครับ"

"แล้วอีกเหตุผลนึงล่ะ" แจนสงสัย น้องชายไม่ได้บอกอะไรเธอเลยนอกจากบอกว่าจะพามาแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนใหม่

เชนท่าทางไม่สบายใจ เขาลดเสียงลงแล้วกล่าว "ผมอยากสืบเรื่องครอบครัวของไผ่"

"ฉันว่าแล้ว.." แจนเริ่ม แต่ถูกเชนส่งสายตาปรามให้เงียบ ส่วนหญิงสาวอีกคนนั้นนิ่งเงียบ ดูเหมือนไม่ต้องการจะพูดเรื่องนี้สักเท่าไหร่

"แพร..เอ่อ พี่แพรช่วยผมได้ไหมครับ" เชนถามเมื่อเห็นสีหน้าของแพร "คือ..ผมทราบมาว่าคุณรู้จักนักสืบอยู่บ้าง"

แพรวาอึกอัก "ไม่ใช่ว่าแพรไม่อยากช่วยนะคะ..แต่แพรเคยสืบมาแล้วล่ะค่ะ"

คำตอบของแพรไม่ได้ผิดจากที่เชนคาดเอาไว้นัก

"ไผ่อยู่บ้านคนเดียวค่ะ พ่อของเขาป่วยเป็นไตวายแล้วเสียตอนที่ไผ่อายุ 17" แพรพูดเบา ๆ ให้ได้ยินกันสามคน "ส่วนแม่...ได้ข่าวว่าย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับสามีใหม่ พวกเขาหย่ากันตอนที่ไผ่อายุ 15"

 แจนและเชนรู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น เชนลืมเรื่องที่ต้องการจะรู้ไปหมด

"นี่แหล่ะค่ะที่แพรไม่ค่อยสบายใจมานานแล้ว แพรสงสารไผ่ค่ะ" เธอบอก เขี่ยไอศกรีมในถ้วยไปมา แจนทำท่าคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดีดนิ้วดังเป๊าะ

"งั้น...เอาอย่างนี้ดีไหมแพร" แจนยิ้ม แล้วเริ่มบอกแผนการ

"แผนอะไรจ๊ะ" แพรถามอย่างสงสัย

........................................................................................................................................*

เชนกับไผ่นั่งพักหลังจากทำงานอดิเรกประจำเสร็จ ลมทะเลพัดมาไม่ขาดสาย ท้องฟ้ายามนี้เป็นสีส้มแดง พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวลงใกล้ผิวน้ำ

"อือ...ไผ่" เชนสะกิดอีกฝ่าย

"หืมม" ไผ่ถามในลำคอ

"ฉันพร้อมจะบอกนายเรื่องนั้นแล้วล่ะ" เชนหายใจเข้าลึก ๆ "ฉันจะพานายไปดูที่ ๆ หนึ่ง...แล้วฉันจะเล่าทุกอย่างที่นั่น"

ไผ่ตามเชนไปอย่างว่าง่าย เชนเดินเลียบชายฝั่งไปเรื่อย ๆ จนถึงที่ ๆ มีโขดหินระเกะระกะไปหมด หาดแถวนี้ไม่มีทัศนียภาพอะไรแม้แต่ทรายก็หยาบไม่ละเอียดเหมือนทรายบริเวณอื่น จึงทำให้ไม่มีคนอยากผ่านเข้ามานัก

เชนชี้ให้ไผ่ดูช่องทาง เขาเห็นช่องเล็ก ๆ พอที่คนตัวผอม ๆ คนหนึ่งจะลอดเข้าไปได้อยู่หลังหินก้อนใหญ่ที่บังเสียแทบมิด ถ้าหากมองผ่าน ๆ คงไม่มีทางสังเกตเห็น แล้วพยักหน้าให้ไผ่ลอดเข้าไป ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่เขารู้ว่าเชนเป็นคนที่ไว้ใจได้ จึงก้มตัวแล้วเดินเข้าไปในนั้น

ช่องนั้นเป็นทางเข้าของอุโมงค์ที่มืดสนิท ชายหนุ่มเห็นแสงอยู่ข้างหน้าลิบ ๆ จึงเดินตามแสงไปในความมืด ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะสะดุดหินก้อนเล็กหรือโดนสัตว์ไม่พึงประสงค์ในนี้กัดเอา แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าที่ ๆ เชนอยากให้เขาดูนั้นเป็นอย่างไร ไผ่ออกจากอุโมงค์หินเล็ก ๆ นั้น แล้วพบตัวเองอยู่บนชายหาดเล็ก ๆ ขนาดที่ก้าวออกไปอีกสองสามก้าวก็จะถึงทะเล และถูกโขดหินปิดล้อมไว้ทุกทิศ มีสองทางที่จะมาที่นี่ได้ หนึ่งคือว่ายน้ำมา และสองคือลอดอุโมงค์

เชนโผล่มาจากอุโมงค์

"ฉันไม่ได้มาที่นี่นานแล้วล่ะ" เชนเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นไผ่ยืนมองรอบ ๆ อย่างอัศจรรย์ใจ "นายชอบไหม"

ไผ่หันมายิ้มกว้างให้เชน "ชอบสิ ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างนี้มาก่อนเลย เสียอย่างเดียว จากตรงนี้เรามองไม่เห็นพระอาทิตย์ตก"

"แน่ล่ะ ทิศนี้เป็นทิศตะวันออกพอดี" เชนชี้ไปตรงขอบฟ้าเบื้องหน้า "ถึงไม่เห็นพระอาทิตย์ตก แต่ก็เป็นที่ ๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้นได้อย่างดีเยี่ยมเชียวล่ะ"

ไผ่กับเชนนั่งลงดูสีท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแห่งรัตติกาลมากขึ้นทุกที

"เอาล่ะ...มาเข้าเรื่องกันดีกว่า" เชนบอก เขากลืนน้ำลาย "นี่เป็น..สถานที่ ๆ มีความหมายต่อฉันและคนที่ฉันรักอีกคนมาก ๆ...น้องสาวของฉันเอง" เชนรีบบอกเมื่อเห็นแววตาไผ่

อ้อ...เด็กที่ชื่อแบมที่พี่แจนเคยพูดถึงสินะ...ไผ่คิด

"น้องสาวขอ