...................................................*
เชนขับรถมาจอดที่หน้าบ้านไผ่ เขาอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ไผ่จะปิดประตูรถ เชนก็ตัดสินใจได้
"ฉ..ฉันเข้าบ้านไปด้วยได้ไหม" ชายหนุ่มโพล่งออกไป
"อ.เอ่อ ได้สิ ได้ ไม่มีปัญหา" ไผ่ตอบอย่างตื่น ๆ แล้วปิดประตูรถ
ไผ่เปิดประตูบ้าน แล้วเข้าไปข้างในพร้อมกับเชน ใจนึกสงสัยว่าทำไมเชนขอเข้าบ้านมาด้วยดึกดื่นปานนี้...
แต่แล้วข้อสงสัยก็ถูกลบไปหมด เมื่อไฟทั้งบ้านเปิดขึ้นพร้อมกัน
"สุขสันต์วันปีใหม่จ้าาา" แพรกับแจนประสานเสียง ทั้งสองช่วยกันแต่งห้องครัวไผ่จนไม่เหลือเค้าเดิม จัดเป็นสถานที่เลี้ยงปีใหม่ที่เรียบง่ายสวยงาม พ่อกับแม่ของเชนก็มาร่วมงานด้วย รุจนั่งหน้าบูดอยู่ข้าง ๆ แพร เขามองดูชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ทั้งสองอย่างไม่วางตา
ไผ่ตัวแข็ง อ้าปากค้างอย่างประหลาดใจ
"อ..อะไรกันครับนี่.."
"เซอร์ไพร้ซ์ไงจ๊ะ" แจนยิ้มอย่างไมตรีจิต เธอพาไผ่กับเชนไปนั่งที่โต๊ะทานข้าว "ขอโทษที่งานเล็กไปหน่อยนะ แต่เจ้าเชนบอกว่าไผ่ไม่ชอบงานใหญ่วุ่นวาย พี่ก็เลยชวนมาแต่คนที่เป็นกันเอง ทุกคนก็รู้จักไผ่นี่"
งานเลี้ยงที่น่าจะเรียกว่าเป็นการรับประทานข้าวเย็นโต๊ะใหญ่มากกว่าถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่บ้านของไผ่ แจนกับแพรคุยกันอย่างออกรส พ่อกับแม่ของเชนกับแจนก็คุยกันเบา ๆ ดูคล้ายกำลังรำลึกถึงความหลังสมัยยังเป็นหนุ่มสาว รุจคอยชำเลืองมองแพรและตักอาหารใส่จานเธออยู่เรื่อย ๆ แต่ไผ่กับเชนที่นั่งข้างกันกลับไม่ได้พูดคุยหรือมองหน้ากันเลย
แจนเอะใจ เธอรู้ว่าไผ่เป็นคนเงียบก็จริง แต่เชนไม่เคยนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอย่างนี้มาก่อน โดยเฉพาะในงานเลี้ยง น้องชายเธอไม่ได้ยินด้วยซ้ำเมื่อเธอแหย่เขาเรื่องเปิ่น ๆ สมัยประถม อย่างน้อยเชนน่าจะชวนไผ่คุยบ้าง ถ้าแจนไม่ได้ตาฝาดไปเอง เธอก็เห็นเขาหน้าแดงกว่าปกติ
ในฐานะพี่สาว หญิงสาวเริ่มเป็นห่วงน้องชาย จึงขอตัวผละจากแพรที่กำลังคุยเรื่องการงานกันอยู่ ไปลากตัวน้องชายออกมาคุยกันตามลำพังนอกห้อง ไผ่มองอย่างสงสัย
"เชน แกเป็นอะไรไปเนี่ยวันนี้" แจนถามน้องชาย
"ผมเป็นอะไรอ่ะ ผมก็ปกตินี่" เชนก้มหน้าก้มตาไม่ยอมมองหน้าพี่สาว
"เป็นไข้รึเปล่า ทำไมซึมจัง" เธอใช้มืออังหน้าผากน้องชาย "เอ๋ ก็ตัวไม่ร้อนนี่ ทำไมหน้าแด๊งแดง"
"ป..เปล่า" เชนตอบ
"มีอะไรปิดพี่ล่ะสิ คายออกมาเดี๋ยวนี้นะ" แจนบังคับน้องด้วยน้ำเสียงอ่อนลง สายตาดุ ๆ นั้นไม่เคยทำให้เชนกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เขายอมโอนอ่อนตามพี่สาวเสมอ
ยกเว้นเรื่องนี้ไว้เรื่อง...
"ผมบอกไม่ได้ฮะ" เชนเสมองไปทางโต๊ะอาหาร ไผ่กำลังมองมาทางนี้ แต่พอเห็นเชนมองมาเขาก็รีบหันไปทางอื่น
แจนมองตามสายตาน้อง "เรื่องไผ่ล่ะสิ"
เชนไม่ตอบ แจนมองใบหน้าที่เป็นกังวลสงสัยของน้องแล้วอดใจอ่อนไม่ได้
"เอาเถอะ ถ้ายังไม่พร้อมจะบอกก็ไม่เป็นไร" แจนตบไหล่น้องชายปลอบ ๆ แล้วขยิบตาให้เชน "นี่นะ...แต่ถ้าตัดสินใจอะไรไม่ได้บอกพี่นะ พี่พร้อมจะเชียร์ให้แกกับไผ่เป็นแฟนกันจริง ๆ เสมอแหล่ะ"
ชายหนุ่มตรงหน้าแจนหน้าแดงขึ้นมาทันควัน "พี่แจนบ้าอ้ะ"
แจนไม่สนใจที่เชนด่าเธอ "ว่าแต่แผนนั้นเป็นไงบ้างล่ะ ไผ่ได้แง้มอะไรออกมารึเปล่า"
เชนทำหน้าเหมือนพึ่งนึกได้
"ลืมสนิทเลย ผมอุตส่าห์บอกไผ่เรื่องแบมไปหมดเลย"
แจนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตำหนิ "ให้ตายสิ ฉันอุตส่าห์ส่งนายไปทำให้ไผ่สบายใจ นายกลับเอาเรื่องน้องแบมไปทำให้ไผ่หนักใจมากขึ้นอีกเหรอเนี่ย โอ้ย รู้งี้พี่ไปทำเองก็ดีหรอก"
"อย่าดุผมสิ ลองมาเจอเหมือนผมดูไหมล่ะ" เชนหลุดปาก
"เจอ? เจออะไร" เธอถาม แต่คนโดนถามกลับเดินก้มหน้าก้มตากลับไปที่โต๊ะเสียแล้ว
เชนนั่งฟุ้งซ่านมาตั้งแต่เริ่มงานแล้ว เขาคิดถึงรสสัมผัสที่ริมฝีปาก แม้มันจะเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่นาที แต่เชนกลับรู้สึกว่านาทีเหล่านั้นมันตราตรึงในใจเขาเสียเหลือเกิน
"เอ่อ..เชน" เชนสะดุ้งเมื่อได้ยินไผ่เรียก เขาหันมาเห็นสีหน้าเป็นกังวลของไผ่ "พี่แจนเธอคุยเรื่องอะไรเหรอ"
เชนเลิกคิ้ว "ก็ถามว่าฉันเป็นอะไร ทำไมวันนี้ดูซึม ๆ"
"คุยเรื่องนั้นหรือเปล่า" ไผ่แกล้งทำเป็นแตะริมฝีปากไม่ให้คนอื่นในโต๊ะสงสัยอะไร แต่เชนเข้าใจ เขารีบส่ายหน้าอย่างเขิน ๆ
"นายโกรธฉันหรือเปล่า" ไผ่กระซิบถาม
เชนคิดว่าตนเองหน้าแดงจนไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็น เขาจึงตอบเพียงก้มหน้าสั่นหัวเบา ๆ
"นายไม่โกรธ แต่นายไม่พูดกับฉันมาสักพักแล้วนะ" ไผ่ถอนหายใจ "ถ้าทำแบบนั้นแล้วนายไม่พูดกับฉันแบบนี้ ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว"
ทั้งสองเงียบกันอีกสักพัก ไผ่คิดว่าบทสนทนาคงจบลงแค่นั้นเมื่อได้ยินเชนเอ่ยขึ้นมาอีก
"มันเป็นครั้งแรกของฉันนะ รู้ไหม"
ไผ่อ้าปากค้าง "นายอายุมากกว่าฉันอีกนะ"
"เออดิ อายุมากก็ใช่ว่าต้องมีประสบการณ์มากด้วยนี่หว่า" เชนว่า หน้าแดง ไผ่หัวเราะ เขาเอื้อมมือมากุมมือเชนใต้โต๊ะ เชนสะดุ้งเล็กน้อย แล้วหันมาหาไผ่อย่างงง ๆ
"นี่...ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยว่า..ฉันรู้สึกเสียใจเรื่องน้องนายนะ" แววตาของเขาฉายแววเห็นใจ แต่แล้วก็หันไปทางอื่นราวกับจะซ่อนอารมณ์บางอย่าง "ฉันเข้าใจ เพราะที่จริง..ฉันก็เคยมีน้องสาวเหมือนกัน"
เชนสงสัยกับถ้อยคำนั้น "เคยมี หมายความว่าไง"
เชนรู้สึกได้ว่าไผ่ปล่อยมือที่กุมไว้ แล้วส่งยิ้มแปลก ๆ ให้เขา
"ที่จริงฉันก็อยากเห็นหน้าน้องนายนะ คราวหลังเอารูปมาให้ฉันดูด้วยได้ไหม"
"นายจงใจเปลี่ยนเรื่องนี่" เชนตำหนิ "ทำไมล่ะ ฉันยังเล่าเรื่องน้องฉันให้ฟังเลย นายก็น่าจะเล่าให้ฉันฟังได้นี่.. มันอาจจะทำให้นายสบายใจขึ้นก็ได้นะ"
ไผ่ยิ้มฝืน ๆ "มันไม่เหมือนกันหรอก" เขามองแววตามุ่งมั่นของเชนแล้วถอนใจ "แต่บางที ถ้าฉันได้เห็นหน้าน้องนายแล้วฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ"
"จริง ๆ เหรอ" เชนทำท่าดีใจเหมือนเด็ก ๆ "งั้นพรุ่งนี้ไปบ้านฉันนะ ฉันจะพานายไปดูห้องแบม"
"ก็แค่อาจจะเล่าน่ะ" ไผ่พึมพำ ไม่เคยคิดจะเล่าจริง ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็อยากจะเก็บเรื่องนั้นไว้เป็นความลับตลอดไป
"ว่าแต่นายเป็นโรคอะไรเหรอไผ่" ดูเหมือนเชนจะไม่ได้ยินที่ไผ่พึมพำเมื่อครู่
"โรคติดทะเลมั้ง" คนตอบทำหน้ากวน ๆ จนเชนอดตบหัวเขาไปป้าบหนึ่งไม่ได้ แจนกับแพรหัวเราะคิกคัก ดีใจที่ทั้งสองกลับมาพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจอีกครั้ง
................................................................................................*
วันต่อมา แจนกับเชนพาไผ่ไปดูห้องของน้องสาวที่ตายไปนับสิบปีแล้ว แต่ทุกคนในบ้านยังคงดูแลรักษาห้องนอนของเธอเอาไว้ราวกับรอคอยให้เธอกลับมาใช้ห้องนั้นอีกครั้ง
ประตูห้องเปิดออก ห้องนอนของน้องสาวเชนไม่ใช่ห้องสีชมพูหวานแหววอย่างที่ไผ่นึกภาพไว้ ไม่มีตุ๊กตาแม้แต่ตัวเดียว ทุกอย่างถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยเอาไว้ โต๊ะเขียนหนังสือตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง มีชั้นวางหนังสืออยู่ที่มุมห้องวางสมุดบันทึกเอาไว้หลายเล่ม เตียงนอนเล็ก ๆ สีขาวสะอาด ห้องทั้งห้องไม่เหมือนห้องเด็กเล็ก ๆ หน้าตาน่ารักอย่างที่ไผ่นึกภาพเอาไว้เลย
แจนเดินเข้าไปหยิบกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนชั้นวางหนังสือ สร้อยคอเส้นหนึ่งหล่นลงพื้น หัวใจของไผ่กระตุกวูบเมื่อเห็นสร้อยเส้นนั้น...มันคล้ายสร้อยที่เชนซื้อวันปีใหม่จนแทบจะแยกไม่ออก แต่เขาก็เห็นสร้อยนั้นเพียงแวบเดียวก่อนที่แจนจะหยิบขึ้นวางไว้บนชั้นวางหนังสือที่เดิม เธอให้ไผ่ดูรูปในกรอบ เป็นรูปของเด็กผู้หญิงน่าตาสดใสเปล่งปลั่งในชุดกระโปรงสีฟ้า เธอกำลังยิ้มแย้มอย่างน่ารัก ในมือมีสร้อยเปลือกหอยที่คาดว่าเธอร้อยเองอยู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ไผ่กลั้นหายใจ...ใบหน้านั้น เขาไม่มีวันลืม
"นี่ไงล่ะน้องแบม" แจนบอกไผ่ ตามองรูปของน้องสาวที่ล่วงลับ "เป็นไงจ๊ะ..น่าร.."น้ำเสียงของเธอแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ "ไผ่ เป็นอะไร"
"เฮ้ย ไผ่ ร้องไห้ทำไม" เชนตกใจเมื่อเห็นน้ำตาของชายที่ไม่เคยแสดงความอ่อนแอมาก่อน
ไผ่ก้มหน้า น้ำตาของเขาไหลลงไปตามใบหน้า ร่วงลงไปบนพื้นห้องเป็นหยด เขากำลังสะอื้นเงียบ ๆ "ต..ตายแล้ว ฮึก..มิน่าล่ะ"
เชนรู้สึกเหมือนเห็นไผ่ในวันแรก ๆ ที่เจออีกครั้ง ชายหนุ่มที่นั่งเหม่อมองไปสุดขอบทะเล ราวกับกำลังรอคอยใครบางคน ใบหน้าราวกับเก็บกักความทุกข์เอาไว้เป็นนานปี
"เรื่องอะไรกันนี่" แจนพึมพำอย่างตกใจ เชนคว้ารูปแบมจากแจนแล้วส่งให้ไผ่อย่างอ่อนโยน ไผ่ดูเหมือนจะตื่นจากผวังค์
"ข..ขอบคุณนะ.." เขาเอ่ย "ฉันขออยู่กับแบมสักพักเถอะ"
เชนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วจูงมือพี่สาวออกจากห้อง
................................................................................*
"นี่มันเรื่องอะไรกัน" แจนถามย้ำอีกครั้งเมื่อออกมาจากห้องแล้ว "ไผ่รู้จักกับแบมเหรอ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่เคยเห็นหน้าไผ่มาก่อนเลยตอนที่แบมยังอยู่"
"ผมก็ไม่เคย" เชนบอก ครุ่นคิด อะไรทำให้ไผ่ร้องไห้ขนาดนั้น
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างสองพี่น้อง
"จะว่าไป...ไผ่กับแบมก็ดูคล้าย ๆ กันอยู่นะ" แจนพึมพำขึ้นมา
"ผมรู้" เชนถอนหายใจแรง ๆ เขาใช้กำปั้นทุบกำแพงแรง ๆ ครั้งหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์ "ทำไม..ทำไมผมไม่สังเกตมาก่อนเลย ดวงตาของไผ่มันเหมือนกับแบมมากจนผมสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว นิสัยที่ชอบดูทะเลนั่นก็เหมือนกัน แล้วยังเป็นพวกชอบทำเพื่อคนอื่นอีก มัน..เหมือนกันจนไม่น่ามองข้าม"
"เชน อย่าพูดอย่างนั้นสิ" แจนตกใจ "ไม่แปลกหรอกที่ไม่เอะใจ แบมจากเราไปเป็นทศวรรศแล้วนะ ถ้าแกนึกได้ตั้งแต่แรกเห็นสิฉันจะแปลกใจมาก ๆ"
"พี่ไม่ได้สนิทกับแบมเท่าผมนี่นา" เชนบอกซึม ๆ "แล้วถ้าผมอยู่บ้านวันนั้น แบมก็คงไม่ต้องจบชีวิตลงอย่างนี้"
"หยุดนะ ห้ามแกโทษตัวเอง" แจนบอกเสียงแข็ง "ลืมสัญญาที่ให้กับน้องแล้วหรือไง แบมไม่อยากให้ใครร้องไห้เพราะการตายของเธออีก"
เชนหันหลังเดินจากพี่สาว แจนรู้ว่าน้องชายของเธอกำลังซ่อนน้ำตา
..............................................................*
ไผ่เปิดประตูออกมาหลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว...เด็กคนนี้ตายแล้ว..ไม่มีพันธะสัญญาอะไรอีกต่อไป
แจนนั่งรออยู่หน้าห้อง เธอเงยหน้าขึ้นมามองไผ่ที่เดินออกมาจากห้อง ใบหน้าของเขาดูเหมือนไม่มีทางจะส่งยิ้มได้อีกแล้ว ไผ่เห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของแจน เธอลุกขึ้น
"ลงไปหาเชนกับพ่อแม่เถอะ พี่รู้ว่าควรทำยังไง" แจนบอก เธอกลับเข้าไปในห้องเก่าของน้องสาว แล้วนำสร้อยคอเส้นนั้นออกมาด้วย
ที่โต๊ะอาหาร ทุกคนต่างนั่งมองไผ่เป็นตาเดียว ทว่าผู้ที่ถูกจ้องกลับได้แต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมสบตาใคร... ไม่มีใครเริ่มพูดอะไรสักคำ จนกระทั่งแม่ของเชนเอื้อมมืออันสั่นเทามากุมมือไผ่ไว้อย่างอ่อนโยน มองหน้าเขาอย่างพินิจ
"ทุกคนในบ้านรักเด็กคนนี้มาก" หญิงชราบอก ลูบมือไผ่อย่างปลอบโยน อย่างที่เธอเคยทำกับเชนเมื่อสิบปีก่อน "ถึงเธอจะไม่ใช่เด็กฉลาด แต่เธอก็พยายามจะเอาใจใส่ทุกคน ทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนในบ้านมีความสุข นานวันเข้าเธอก็ไม่ได้ทำแค่นั้น เธอพยายามจะทำเพื่อคนอื่นอีกหลาย ๆ คน ทำเพื่อสังคมน่ะ...แบมเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว แต่มือของเธอ...มือเล็ก ๆ คู่นั้น ปลูกต้นไม้มากมายในเมืองนี้ มือเล็ก ๆ คู่เดียวกันนั้นก็ยอมแปดเปื้อนเพื่อให้หาดทรายสะอาด มันเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้เด็กคนนั้นดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน อายุของเธอสั้น...แต่เธอก็ให้อะไรมากมายแก่ครอบครัวเล็ก ๆ ของเรา"
ไผ่เงยหน้าขึ้นมองหน้าแม่ของเชน นิ่ง..นาน.. แล้วเขาก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่น ๆ
"สร้อยเส้นนี้..." หญิงชราหยิบสร้อยหินสีดำของแบมขึ้นมา "คือสิ่งเดียวที่ติดตัวเด็กคนนั้นมาตอนที่ฉันพบเธอที่ริมหาดทราย และเธอก็สวมมันไว้ตลอดเวลา ตั้งแต่ฉันบอกเธอไปว่า มันคือหลักฐานที่แสดงว่าเธอมีครอบครัวผู้ให้กำเนิดอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในโลกนี้"
ไผ่ไม่ได้พูดอะไร เขาก้มหน้ามองหินนั้น เขาจำมันได้ตั้งแต่แรกเห็น
"ปีนั้นแจนอายุเจ็ดขวบ เธอจำได้วันที่แม่กลับมาบ้านพร้อมกับเด็กทารกในห่อผ้า" แม่ของเชนเล่า "แม่บอกลูกสาวไปว่า ต่อจากวันนี้ บ้านหลังนี้จะมีลูกสาวเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง...แบมเป็นเด็กดีนะ ขนาดตอนเป็นเด็กทารกยังไม่งอแงสักแอะ... เธอรู้จักกับแบมหรือจ๊ะ"
"เธอเป็นน้องสาวของผม" ไผ่ถอนหายใจ "ตอนที่เธอเกิดมา...พ่อติดพนัน ติดเหล้า สูบบุหรี่ พ่อโกรธมากตอนที่รู้ว่าแม่ท้องน้อง พ่อพยายามจะให้แม่ไปทำแท้งเสีย" แจนอุทานอย่างขวัญเสีย "เขาบอกว่า..บ้านของเราไม่มีเงินพอจะให้เด็กอีกคนเกิดมา แม่พยายามหลบหลีกการทำร้ายของพ่อ ถึงขนาดแยกกันอยู่ แล้วแม่ก็คลอดน้อง พ่อตามมาถึงโรงพยาบาล พยายามจะพาน้องออกไป แต่ผมไปเห็นก่อน ผมห้ามพ่อเอาไว้จนโดนพ่อทำร้าย...ผมเห็นพ่อจะฆ่าน้องต่อหน้าต่อตา แต่ก็มีคนมาช่วยไว้... แม่ไม่รู้เรื่องนั้น ผมไม่เล่า พ่อไม่เล่า แต่ว่า...ตั้งแต่วันนั้น ผมก็ตั้งใจจะพาน้องหนีออกจากพ่อให้ได้ หนีไปให้ไกลจากผู้ชายคนั้น ก่อนที่พ่อจะฆ่าน้องจริง ๆ
"ผมตื่นตั้งแต่ตีสาม อุ้มน้องออกจากบ้าน เอาสร้อยหินเส้นนั้นสวมให้น้องด้วย หวังว่าสักวันถ้าผมเห็นมัน ผมจะจำน้องได้... ผมพาน้องเดินออกจากบ้าน ไกลออกไปเรื่อย ๆ คิดหาที่ ๆ น้องจะอยู่ได้โดยที่มีความสุข ที่ ๆ จะห่างไกลจากพ่อ ผมเดินไปจนถึงหาดทราย ไม่รู้ผมคิดอะไรถึงได้นั่งลงตรงนั้น นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นกับน้องสาวเป็นครั้งแรก...และครั้งสุดท้าย ผมวางน้องไว้ตรงนั้น ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ รอใครสักคนที่ดูไว้ใจได้มาพาน้องไป ผมไม่รู้หรอกว่ามันเสี่ยงขนาดไหนที่จะปล่อยให้ใครไม่รู้มาเลี้ยงน้อง ผมพึ่งอายุสี่ขวบ...แล้วคุณก็เดินเข้ามา..." ไผ่มองแม่ของเชน ความชราทำให้หญิงสาวที่สวยงามคนนั้นดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แจนดูเหมือนแม่ของเธอมากเสียจนไผ่รู้สึกคุ้นตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น "ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมปล่อยน้องไปกับคุณ แต่คุณไม่มีแววตามุ่งร้ายเหมือนพ่อ ผมคิดว่าคุณอ่อนโยน.. แล้วคุณก็เลี้ยงน้องสาวของผมให้โตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีความสุขได้จริง ๆ" ไผ่หลับตาลง นึกถึงภาพเด็กหญิงหน้าตาเปล่งปลั่งคนนั้น...
หญิงชรากอดไผ่เอาไว้เหมือนกับกอดเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่กำลังหวาดกลัว แม้ไผ่จะไม่ได้ตัวเล็กเลยก็ตาม เขาซบหน้าลง แล้วร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ
"แบมเป็นเด็กดีจ้ะ" แม่ของเชนเอ่ย ลูบหัวไผ่เบา ๆ "ตลอดชีวิตของเธอ เธอทำตัวเองให้มีค่าเสมอ"
..............................................................*
ไผ่เดินลัดเลาะตามริมหาดทราย เขาตระหนักว่าเขาเข้ามาถึงหาดเล็ก ๆ ที่ได้ฟังเรื่องราวของแบมครั้งแรกในตอนนั้นก็เมื่อเขาสังเกตเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ เธอเงยหน้ามองเขาแล้วยิ้มให้อย่างสดใส
"หนูดีใจที่พี่มา" เธอบอก ดวงตารื้นน้ำตา "รอพี่มาตลอด รออยู่ตรงนี้"
"แบมใช่ไหม" ไผ่ถามเบา ๆ อย่างไม่แน่ใจ เมื่อเด็กหญิงพยักหน้า เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ เธอ
ไผ่นั่งฟังเด็กหญิงเล่าเรื่องราวของเธอตลอดนับตั้งแต่เธอเป็นเด็กเล็ก ๆ เขาจำได้ว่าน้องสาวเขาเล่าถึงครอบครัวว่าที่นั่นมีความสุขเพียงใด เชนเลี้ยงดูเธอดีแค่ไหน ไผ่รู้สึกว่าเวลาที่เขานั่งฟังน้องสาวเล่าชีวิตของเธอด้วยดวงตาเป็นประกายนั้นเหมือนพริบตาเดียว แต่เธอก็เล่าอะไรให้เขาฟังมากมาย ไผ่รู้สึกเป็นสุขที่ได้ปลดปล่อยเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้พ้นทุกข์ตั้งแต่ยังเด็ก
"และตั้งแต่หนูตาย หนูก็รอพี่มาตลอด" เด็กหญิงหลับตาลง ร่างกายของเธอเริ่มจางลง กลายเป็นละอองสีต่าง ๆ อย่างช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปลิวออกไปทางทะเล ไปยังขอบฟ้าที่เธอจ้องมองอยู่ตอนแรก "หนูหลุดพ้นแล้วล่ะค่ะ หนูอยากจะพูดกับพี่เป็นครั้งสุดท้าย ขอบคุณที่พาหนูมารู้จักกับพี่เชน พี่แจน และพ่อกับแม่นะคะ บอกพวกเขาด้วย ว่าหนูรักพวกเขาทุกคน" เธอเข้ามากอดพี่ชายร่วมสายเลือดแต่ไผ่รู้สึกเหมือนโดนลมอุ่น ๆ พัดผ่าน แล้วร่างกายของน้องสาวก็จางหายจากเขาไปตลอดกาล
...............................................*
ไผ่ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนในบ้านของตน เขาจำความฝันได้ นั่นจะเป็นน้องจริง ๆ หรือเปล่านะ แต่แล้วเขาก็ยิ้ม ถ้าเป็นแบมจริง ๆ ก็ดี เพราะนั่นหมายถึงวิญญาณที่ติดพันอยู่ริมหาดของเธอไปสู่สุขคติแล้ว
ไผ่ลุกขึ้นจากที่นอน แต่งตัว และนึกถึงคำพูดที่แสดงน้ำใจอย่างเปิดเผยของแจนเมื่อวาน
"อยู่บ้านคนเดียวเหงาแย่...บ้านเราก็มีห้องเหลือหลายห้องนะ ไผ่ก็สนิทกับทุกคนในบ้านนี้ดีแล้วด้วย... ถ้าไม่ลำบากก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันก็ได้นะ..." ทุกคนในบ้านนั้นก็ดูเหมือนจะเห็นด้วย
แต่คำตอบของไผ่ก็คือ..ขอคิดดูก่อน
ไผ่อยู่คนเดียวมาเนิ่นนานตั้งแต่พ่อตายจากไป...หรือจะพูดให้ถูก ตั้งแต่แม่จากไปด้วยซ้ำกระมัง.. ไผ่ไม่เคยชินกับการมีครอบครัวที่ดี ที่อบอุ่น แม้เขาจะโหยหามันมาตลอดก็ตามที แต่การรับเขาเข้าบ้านหลังนั้น มันจะทำให้คนในบ้านรักกันอย่างเก่าหรือ พวกเขาต้องการไผ่จริง ๆ หรือ หรือแค่อยากจะให้เขาไปเติมเต็มช่องว่างที่หายไปจากการตายของแบม
แล้วยังเรื่องของเขากับเชนอีก พ่อกับแม่เชนจะคิดยังไงถ้ารู้ว่าเขาเคยทำอะไรกับลูกชายสุดที่รักของพวกเขา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไผ่ผู้รอโทรศัพท์นัดสัมภาษณ์อยู่เสมอถลาไปรับตามเคย แต่กลับได้ยินเสียงแจนดังขึ้นมาอย่างร้อนรน
"น้องไผ่ อยู่ไหน มาที่บ้านหน่อยได้ไหม"
"เอ๋ เกิดอะไรขึ้นครับ" ไผ่ตกใจกับน้ำเสียงตื่นตระหนกของแจน
เงียบไปสักพัก "มาเถอะน่า เจ้าเชนมันจะแย่อยู่แล้ว"
"เชน.. เชนเป็นอะไรครับ" คราวนี้ไผ่เป็นฝ่ายร้อนใจกว่าแจนเสียแล้ว
"รีบมาเถอะ แค่นี้นะ" สายถูกตัดไป
..........................................*
"เกิดอะไรขึ้นกับเชนครับ" คือคำทักทายของไผ่ในวันนี้ เขารีบรุดออกจากบ้านอย่างเร็วที่สุด แจนยืนกระสับกระส่ายอยู่หน้าบ้าน วันนี้เธอแต่งตัวเรียบร้อยผิดปกติ ทั้ง ๆ ที่ตลอดทุกวันที่อยู่ที่นี่เธอจะแต่งตัวออกแนวเปรี้ยว วันนี้เธอกลับใส่กระโปรงยาวคลุมเข่ามีระบายลูกไม้ด้วย
แจนสั่นหน้าให้คำถามของไผ่ ไม่พูดอะไรแต่ลากไผ่เข้าไปในบ้าน เข้าไปในห้องนอนของเชนที่เขาเคยเข้ามานั่งเล่นสองสามครั้ง เชนกำลังนอนหลับ แต่สีหน้าของเขากลับไม่สบายใจ เหงื่อออกเยอะมาก
"ไข้ขึ้นเมื่อเช้า" พี่สาวชี้แจง "เขาคงช็อค พอรู้ว่าแบมเป็นน้องสาวไผ่ ที่จริงเชนก็เดาได้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ แต่พอได้ยินจากปากเธอแล้ว เขายิ่งคิดมากหนัก จนไข้ขึ้นอย่างที่เห็นนี่แหล่ะ" เธอทอดสายตาไม่สบายใจไปยังเชนที่ยังนอนหลับไม่ได้สติ "ช่วงนี้งานเชนเข้ามาเยอะ มีเรื่องเครียดหนักขึ้นก็ล้มพับไปอย่างนี้ เพ้อถึงแต่เธอ ยังไงก็ช่วยพูดให้เชนสบายใจขึ้นด้วยแล้วกัน เดี๋ยวเย็น ๆ ก็ช่วยพาออกไปหาหมอให้ด้วย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นนะ ขับรถเป็นใช่ไหม"
ไผ่พยักหน้า "แล้วพี่แจนจะไปไหนครับ"
"วันนี้พี่จะกลับเชียงใหม่" แจนยิ้มให้กับสีหน้าตกใจของไผ่ซึ่งกำลังใจหายที่แจนจะจากไปปุบปับเช่นนี้ "บ้านพี่อยู่ทางโน้นนะจ๊ะ พี่อยู่นี่ตลอดไม่ได้หรอก ที่จริงพี่กะจะกลับตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว เสียดายจัง อยากอยู่ต่อให้ถึงวาเลนไทน์" เธอหลิ่วตาให้ไผ่ "ขอให้ความรักของไผ่กับเชนยั่งยืนนะจ๊ะ"
ไผ่ตกใจ ไม่คิดว่าแจนจะพูดออกมาตรง ๆ แบบนี้
"พี่คงต้องไปแล้วล่ะ รถออกตอนสิบเอ็ดโมง" เธอดูนาฬิกา อีกครึ่งชม.จะถึงเวลา "เลทไม่ได้ ไปรถไฟ ดูแลแฟนแกให้ดี ๆ นะ พี่จะกลับมาต้อนรับน้องเขยให้ได้" แจนสัญญา เธอโบกมือให้ไผ่แล้วออกไปจากห้อง ไผ่ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ของเชนออกจากบ้านไปส่งแจนที่สด้วย ความเงียบของบ้านทำให้เขารู้ว่า ตอนนี้เหลือเขากับเชนอยู่ในบ้านกันแค่สองคน...
ไผ่ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเชนที่นอนอยู่บนเตียง เขาทาบมือลงบนหน้าผากเบา ๆ รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมา ไผ่เอ็นดูชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยหน้าตาผิวพรรณที่สวยงามของเชน แม้ไม่เท่าผู้หญิงทั่วไป แต่มันก็ทำให้ไผ่ไหวหวั่นได้ไม่น้อย ไผ่ก้มลงไปใกล้ ๆ หน้าเชนแดงด้วยพิษไข้
"ไผ่" เชนเรียกชื่อเขาเหมือนกำลังเพ้อ "ขอโทษนะ..."
ไผ่นั่งลง เอามือไปคลอเคลียแถวแก้มเชนอย่างแผ่วเบา "นายไม่เคยทำให้ฉันโกรธ"
พักหนึ่งเชนดูเหมือนจะรับรู้ถึงมือของไผ่ เขาขยับตัวแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
"ผ..ไผ่..?"
"ฉันเอง" คนถูกเรียกตอบอย่างอ่อนโยน "กินข้าวรึยัง ฉันเอามาให้เอาไหม?"
เชนมองหน้าไผ่นิ่ง...ค่อย ๆ เลื่อนมือมาจับต้องไผ่ราวกับจะเน้นย้ำว่าเป็นตัวจริง และแล้วเขาก็ทำให้ไผ่ตกใจด้วยการร้องไห้ออกมา
"ฉ..ฉันทำให้น้องนายตาย"
"เชน อย่าพูดแบบนั้นสิ"
"นายโกรธฉันใช่ไหม วันนั้นเพราะฉันไม่อยากไปทะเล ไม่อยากไปเป็นเพื่อนน้อง น้องเลยต้องตายแบบนั้น" น้ำตาของเชนไหลลงไปเปียกหมอน "น...นายอุตส่าห์พยายามช่วยให้น้องพ้นทุกข์ แต่ฉันกลับ.."
"แบมคงไม่อยากได้ยินนายพูดแบบนี้แน่" ไผ่ตัดบทเชน ทำให้เขาเงียบไป "ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ รู้ไหม"
เชนหันหน้าหนี "ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต"
"แบมบอกให้ลืม" ไผ่บอก เสียงไม่ดังไปกว่ากระซิบ
"ฉันรู้" เขายังคงหลบสายตา "แต่ฉันทำผิดไปแล้ว...แก้ไขอะไรไม่ได้"
"นายไม่ได้ทำอะไร" ไผ่เถียง "นายเสียอีกที่ทำให้ฉันได้รู้ว่าน้องอยู่ที่ไหน ถ้านายไม่คอยไปเฝ้าฉันที่โรงพยาบาลตลอดเวลาหลายอาทิตย์นั้น ฉันก็คงไม่มีวันได้รู้จักน้อง แม้จะแค่ในรูป ในความทรงจำของคนที่เคยรู้จักน้องก็ตาม"
เชนหันหน้ามา ดูเหมือนจะสะเทือนใจหนักกว่าเก่า ไผ่ควบคุมตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เขาค่อย ๆ โน้มตัวลงไปจูบเชนที่ริมฝีปาก แทรกลิ้นเข้าไป ควานไปทั่วปากของเชน ซึ่งทำให้เชนอบอุ่นไปทั้งร่าง ไผ่ถอนปากออกช้า ๆ แล้วเห็นเชนหน้าแดงกว่าเก่า
"ฉันรู้ว่าทำแบบนี้นายจะไม่พูดไปอีกหลายนาที" ไผ่ว่า "เมื่อคืน แบมมาหาฉันในฝัน...ฉันไม่แน่ใจว่าน้องมาจริง ๆ หรือฉันฝันไป แต่น้องบอกว่า..ขอบคุณที่ทำให้เธอได้รู้จักกับนาย กับพี่แจน กับพ่อแม่นาย ทุก ๆ คน เธอรักนายนะ สีหน้าเธอไม่ได้โกรธเคืองอะไรนายเลย อย่าโทษตัวเอง เข้าใจไหม ฉันไม่ได้โกรธนายเลย ฉันยิ่งรักนายมากขึ้นไปอีกพอรู้ว่านายได้ดูแลน้องสาวฉันดีขนาดไหน"
เชนหน้าแดงไปถึงใบหูเมื่อได้ยินคำนั้น "ร..รักเหรอ"
ไผ่ชะงัก พูดไปแล้ว! พูดไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ช่างเป็นคำสารภาพรักที่ไม่โรแมนติกเอาเสียเลย! เขารู้สึกเสียใจที่โพล่งออกไปแบบนั้น คอยดูปฏิกริยาของเชน
เชนมองสบตาไผ่ เขาเห็นความจริงใจมากมายในนั้น..
"อืม..ฉ..ฉันก็รักนะ" เชนบอก แล้วเอาหน้ากดลงไปในหมอนด้วยความเขิน ไผ่พลิกตัวเชนขึ้นมา แล้วก้มลงเลียริมฝีปากคนที่เขารักอย่างอ่อนโยน
"งั้นเรามาเป็นแฟนกันนะครับ" เขาแทบกระโดดตัวลอยเมื่อเชนพยักหน้าอย่างอาย ๆ แล้วทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดผางออก
แจนกับพ่อแม่เข้ามา แจนดูท่าทางปลื้มสุด ๆ ส่วนพ่อกับแม่ก็ทำสีหน้าบอกไม่ถูก..
เวลานี้สองหนุ่มตัวแข็งไปเรียบร้อย ไผ่รีบผละออกแล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เชน..นี่ลูก.." แม่ของเชนส่งเสียงอย่างอ่อนแรง "ลูกชอบอย่างนี้หรือ"
เชนพูดไม่ออก หน้าแดง ไม่รู้ว่าเพราะเป็นไข้หรือเพราะโดนจับได้กันแน่ "ผ..ผมคิดว่าผมรักไผ่นะครับ"
พ่อของเชนไม่พูดอะไรเมื่อแม่ของเชนส่งสายตามาถามอย่างขอความเห็น หญิงชราถอนใจเบา ๆ การกระทำของเขาหมายถึง ให้เธอเป็นฝ่ายตัดสินใจ
"ถ้ามันเป็นทางเลือกของลูก พ่อแม่ก็จะไม่ขัดจ้ะ" เธอบอก
ไผ่กับเชนโล่งใจขึ้นแยะ..
.............................................................*
ไผ่พับเสื้อตัวสุดท้ายลงกระเป๋า เขากำลังเก็บเสื้อผ้าของเขา
"เอ้อ ไผ่ ฉันเจออัลบั้มภาพ" เสียงเชนแว่วมาจากนอกห้อง
"ไม่เอาหรอก ทิ้ง" ไผ่ตอบ ดวงตาสำรวจหาข้าวของจำเป็นที่น่าจะเหลืออยู่ในห้องนอน
"ทิ้งรูปเหรอ" เชนถามเสียงสูงราวกับไผ่บอกให้โยนทองลงทะเลลึก "ไม่เอาน่าไผ่...ถึงจะเป็นแค่รูปเล็ก ๆ มันก็เป็นความทรงจำนะ"
เจ้าของอัลบั้มภาพไม่ได้ตอบ เขายกกระเป๋าเสื้อผ้าออกมานอกห้อง เห็นเชนกำลังนั่งเปิดอัลบั้มภาพดูอยู่บนพื้น "ในนั้นมีภาพอะไรบ้างล่ะ"
"สุดยอดเลยแฮะ" คนนั่งอยู่บนพื้นเอ่ยปากชม ตามองรูปภาพของเด็กชายตัวผอมแห้งกอดกับผู้หญิงคนหนึ่ง "นี่รูปนายตอนเด็กเหรอ หน้าเหมือนแบมมากเลยนะ...แต่ผอมไปหน่อย นี่คงเป็นแม่นายสินะ สวยจัง"
"อ๋อ ใช่ นั่นฉันถ่ายไว้ตอนราว ๆ เก้าสิบขวบมั้ง" ไผ่ชำเลืองมามอง เขากำลังค้นกองหนังสือที่ตั้งเป็นกอง ๆ ไว้บนพื้น เพื่อแยกว่าเล่มไหนจะเก็บ จะทิ้ง
"ว่าแต่ตอนนี้แม่นายไปอยู่ไหนล่ะ" เชนถาม
"แม่มีชู้หลังจากฉันพาแบมหนีออกจากบ้าน" ไผ่บอก สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกอันใด "พ่อกับแม่หย่ากันตอนฉันอายุ 15 เพราะพ่อจับได้ว่าแม่ไปมีกิ๊ก แล้วแม่ก็ย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่ออสเตรเลีย แม่ติดต่อกับฉันบ้างนาน ๆ ที แต่ก็ไม่ได้คุยกันหลายเดือนแล้ว"
เชนกัดริมฝีปาก ชีวิตของไผ่นั้นมีเรื่องสาหัสเข้ามามากจริง ๆ เขาผ่านมันมาได้อย่างไรกันนะ
"ฉันไม่ต้องการความเวทนาจากใคร" จู่ ๆ ชายหนุ่มผู้มีอดีตเลวร้ายก็เอ่ยขึ้น "อดีตก็คืออดีต สำคัญตรงที่ว่าฉันอยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้..."
เชนไม่ได้พูดอะไร เขาไม่คิดเลยว่าไผ่จะคิดได้แบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ครั้งแรกที่เชนเห็นนั้น เขานึกว่าชายหนุ่มจะเป็นพวกที่จมดิ่งอยู่แต่กับอดีตของตนเอง
"...นายไปนั่งรอแบมเหรอ ทุกเย็นที่ริมหาดทรายน่ะ" เชนตัดสินใจเอ่ยถาม
"ยังไม่ชัดอีกหรือไง" ไผ่ยกกองหนังสือที่เลือกจะเก็บไว้ใส่ลังใหญ่ลังหนึ่ง "เรื่องโรคร้ายนั่นก็เหมือนกัน ฉันกุมาว่าฉันเป็นโรคที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับทะเลเพราะเรื่องแบมนี่แหล่ะ ฉันพยายามจะตามหาน้องสาวทันทีที่เป็นไปได้ อยากรู้ว่าน้องอยู่ยังไง มีความสุขดีไหม แต่มันคงไม่จำเป็นแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันเป็นอิสระแล้ว"
"ความจริงนายน่าจะเจอแบมนะ ถ้านายไปรอที่หาดทรายทุกวัน" เชนบอก ลุกไปช่วยไผ่ขนลังไปขึ้นรถกระบะที่ยืมแพรวามา "แบมน่ะ ไปทะเลทุกวันเลย ไปเก็บขยะไง"
"พ่อกับแม่ไม่ชอบทะเล แล้วแม่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ฉันคลาดสายตาตั้งแต่แบมหายไปจากบ้าน" ชายหนุ่มใช้มือปาดเหงื่อบนหน้าออก
"อย่าทำแบบนั้นสิ เดี๋ยวสิวก็ขึ้นหรอก" เชนร้อง ดึงมือไผ่ออก แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองยื่นให้ไผ่ "เอ้า ใช้นี่เช็ด คราวหลังหัดพกผ้าเช็ดหน้าบ้างนะ"
ไผ่มองเชนอย่างอัศจรรย์ใจ "นายพกผ้าเช็ดหน้าด้วยเหรอ"
"พกแล้วทำไมล่ะ" เชนถามซื่อ ๆ "ก็พี่แจนกับแม่บังคับให้ฉันพกนี่ ฉันก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้นเอง"
"อ๋อ..ดีจังนะ มีคนคอยบังการชีวิตเนี่ย" ไผ่เปรยแล้วรีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเชนทำหน้าเสีย "เช็ดให้ฉันหน่อยสิ" ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ เชน
"อ๊ะ มือก็มีนี่ ทำไมไม่ทำเองล่ะ" เชนถอยหนีโดยอัตโนมัติ มือยังยื่นผ้าให้ไผ่ซึ่งคุกคามเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ไผ่ซึ่งตัวใหญ่กว่าแทบจะอยู่ในท่ายืนคร่อมเชน
"เอาน่า อยู่กันสองคน" ไผ่อมยิ้ม แล้วจับมือเชนที่กุมผ้าเช็ดหน้าอยู่ซับหน้าให้เขา
"เช็ดให้ก็ได้ แหม..แค่นี้มาทำเป็นอ้อน" เชนเริ่มเช็ดให้ไผ่ "เฮ้ย เอามือออกไป"
ไผ่ยังไม่ยอมปล่อยมือ เขายิ้มกวน ๆ "เอาออกไป อย่ามาจับ ฉันเช็ดไม่...อะ..."
ไม่รู้ว่าไผ่เลื่อนมืออีกข้างมาโอบเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เชนก็ถูกไผ่จูบเข้าอีกจนได้
....................................*
การมีความรักเป็นสิ่งสวยงาม... ไผ่กับเชนกำลังเรียนรู้ประโยคนี้ไปพร้อม ๆ กัน
สองวันหลังจากที่ไผ่ย้ายเข้าบ้าน แจนก็กลับเชียงใหม่ไปอยู่กับสามีซึ่งโทรมาถามบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเมื่อไหร่จะกลับมา (เชนกับไผ่แอบหัวเราะลับหลังอยู่บ่อย ๆ เวลาแจนถูกคนรักโทรมาจิก)
"อะไรก็ไม่รู้" พี่สาวทำหน้าเหมือนเด็กเล็ก ๆ ถูกขัดใจ "แค่ลงใต้มาเยี่ยมพ่อแม่สองสามอาทิตย์ก็จิกซะยังกะชั้นจะไปตาย มันอะไรกันนักกันหนา"
ถึงกระนั้นเธอก็จัดกระเป๋าเตรียมขึ้นเหนือ แม้ปากจะบ่นพึมพำ ๆ แต่เธอก็ยิ้มอย่างอิ่มเอมตลอดเวลาเลยทีเดียว(บางครั้งดูเหมือนไม่รู้ตัวเสียด้วย)
ทางด้านแพรวานั้นก็ยังโทรมาเสนองานให้ไผ่อยู่ไม่ขาด ดูเหมือนเธอจะเป็นห่วงสุขภาพการเงินของไผ่เสียเหลือเกิน แน่นอนหญิงสาวไม่ได้บอกว่าการที่เธอโทรมานั้นต้องแอบคู่หมั้นของเธอ เพราะมันจะทำให้เขาอารมณ์เสียทุกครั้งที่เห็นเธอโทรคุยกับใคร นั่นเป็นเหตุผลที่เธอมาหาเชนกับไผ่น้อยลงทุกที
เรื่องของไผ่ถูกถ่ายทอดให้แพรวารู้ผ่านทางแจนแล้ว
"ไผ่อยากลองบริหารบริษัทดูไหมคะ" แพรวาถามทางโทรศัพท์ "คุณจบบริหาร น่าจะเหมาะกับงานนี้นะคะ แล้วก็เป็นบริษัทในตัวจังหวัด ไม่ห่างทะเลด้วย คิดว่าไผ่น่าจะชอบ"
ไผ่ถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยกับการตามตื้อของหญิงสาว และไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปฏิเสธอีกแล้ว "ตกลงครับ ผมจะลองดู ถ้าไม่เป็นการรบกวนแพร"
ไผ่คาดว่าการว่างงานจะช่วยให้เขามีเวลามากขึ้นที่จะสืบเรื่องน้องสาว แม้จะไม่มีเบาะแสใด ๆ เลยที่แสดงว่าเขาเคยมีน้องสาว แม้แต่ทะเบียนเกิดก็ถูกพ่อเผาทิ้งไปตั้งแต่ไผ่ยังจำชื่อน้องไม่ได้ จะให้ไปจ้างนักสืบก็กระไรอยู่ เขาจึงต้องลงมือสืบเองทั้งหมดตั้งแต่มีโอกาสเฉียดเข้าใกล้ทะเล
อีกอย่าง งานบริหารก็เป็นงานที่ไผ่ไฝ่ฝันมานานแล้ว
แพรวาดีใจ เธอไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบรับอย่างง่ายดายเช่นนี้จากคนที่บ่ายเบี่ยงมาตลอด
"แล้วถ้าผมรับงานนี้...หวังว่าคงไม่มีใครต้องตกงานนะครับ" ไผ่กังวลว่าการที่เขารับงานจากแพรจะเป็นการทำให้เธอปลดพนักงานบางคนออก
"ไม่หรอกค่ะ" แพรวาตอบ "ตำแหน่งนั้นเป็นของแพรเองค่ะ"
ไผ่ตกใจเมื่อได้ยินดังนั้น นี่เขากำลังจะแย่งตำแหน่งจากหญิงสาวคนนี้น่ะหรือ
"แพรกำลังจะลาออกแล้วล่ะค่ะ กำลังหาคนมาทำต่ออยู่พอดี" เธอพูดต่อก่อนที่ไผ่จะมีโอกาสบอกปฏิเสธ "แพรกำลังจะไปอยู่อังกฤษกับรุจ... เขามาอยู่ไทยนานแล้วน่ะค่ะ บอกว่าจะไม่กลับด้วยถ้าแพรไม่ไปกับเขา ขืนอยู่ต่อไปเสียการเรียนหมด..."
..หวงกันจริง ๆ นะ...ไผ่คิดยิ้ม ๆ
"คิดว่า..ไผ่มาฝึกงานสักสองสามเดือนกับคุณพ่อน่าจะชินกับงานพอจะทำต่อเองได้แล้วล่ะค่ะ พรุ่งนี้มาที่บริษัทแพรสิคะ เดี๋ยวแพรไปรับ"
"ขอบคุณครับ แล้วแพรจะไปเมื่อไหร่ครับ" ไผ่เปลี่ยนเรื่อง "ผมอาจจะไปส่ง"
"ดีใจจังเลยค่ะ" แพรบอก "ยังไม่มีกำหนดแน่นอนหรอกค่ะ แต่คงเป็นหลังวาเลนไทน์"
อา..วาเลนไทน์
ปีนี้...วันแห่งความรักคงไม่ไร้ความหมายสำหรับเขาเสียทีเดียวหรอก
...............................................*
เชนรับโทรศัพท์ที่ส่งเสียงตั้งแต่เช้า แจนโทรมาจากเชียงใหม่
"มีอะไรพี่" เชนถาม
"อื้ม...แกช่วยหาเข็มถักนิตติ้งให้หน่อยสิ อยู่ในห้องพี่น่ะ" แจนสั่งผ่านสายโทรศัพท์ "ส่งมาให้พี่ที ไว ๆ ด้วยนะ"
"โหย พี่แจน" เชนโอด "จะหาไปทำไม ซื้อใหม่ไม่เร็วกว่าเหรอ ส่งไปกว่าจะถึงก็สองสามวันแน่ะ ทางนั้นก็น่าจะมีขายนี่นา"
"ไม่ได้ย่ะ พี่กลับบ้านไปเพื่อไปเอาเข็มถักอันนั้น" แจนบอกเสียงจริงจัง "ถ้าไม่ใช่เข็มอันนั้นพี่ไม่ถัก เพราะพี่ใช้เข็มอันนั้นถักให้แฟนทุกปี"
"ดันลืม" น้องชายล้อ
"ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนั้นเลยนะ เพราะเรื่องแกกับไผ่น่ะแหล่ะ มันทำให้ฉันตื่นเต้น" แจนว่า "ดูสิ น้องชายจะลงจากคานทั้งที ต้องเชียร์ ๆ ลืมเรื่องอื่นไปหมดเลย"
"เง้ย คง คานอะไรพี่ ผมพึ่ง 25 เอง"
"ตั้ง 25 ต่างหากล่ะ ใคร ๆ เขาก็หาฟงหาแฟนได้หมดแล้วอายุปูนนี้"
คนอายุน้อยกว่าแกล้งทำเสียงโกรธ ๆ "เดี๋ยวก็ไม่ส่งไม้นิตติ้งไปให้ซะเลย" เชนหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงแจนโวยวายผ่านสาย
เชนวางสายโทรศัพท์
ความรักเนี่ย...เปลี่ยนพี่แจนสาวมั่นเป็นคนละเอียดอ่อนขนาดนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...
ชายหนุ่มมองไปยังรูปน้องสาวที่ไผ่เอามาวางไว้ทั่วบ้านแล้วรำพึงออกมาเบา ๆ
"อยากจะอยู่ข้าง ๆ พี่ชายแท้ ๆ สักครั้งไหมหึ แบม"
...............................................................*
ไผ่เริ่มฝึกงานที่บริษัท ทำให้เขาได้เจอกับแพรวาบ่อยขึ้น และได้เจอพ่อของแพรซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่ดูเคร่งขรึม และสง่ามาก ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้ไผ่เกรงใจตั้งแต่แรกเห็น แต่แล้วเขาก็ได้รู้ว่าพ่อของแพรไม่ได้เครียดอย่างที่ไผ่คิด เขาเป็นกันเองมากทีเดียว และดูจะพอใจในฝีมือการทำงานของไผ่ที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ไผ่ได้รับเงินเดือนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
"เอ่อ อย่าดีกว่าครับ" ไผ่ปฏิเสธ แต่เจ้านายใหม่ของเขายัดเงินใส่มือให้
"เบี้ยเลี้ยงเดือนแรก สำหรับความตั้งใจในการทำงาน" พ่อของแพรไม่ฟัง เขาไม่รับเงินคืน
ไผ่รู้ทันทีว่าแพรได้นิสัยชอบยัดเยียดความสุขให้คนอื่นมาจากใคร
.................................*
"สุขสันต์วันวาเลนไทน์" เชนบอกไผ่แทนคำอรุณสวัสดิ์ตามปกติ "มานี่สิ ฉันจะให้ดูอะไร"
เชนพาไผ่เข้าไปในห้องนอนของเขาซึ่งก็เป็นห้องทำงานขนาดเล็กในตัว ไผ่มองไปรอบห้องและเห็นสิ่งที่เชนอยากให้ดู
เบื้องหน้าไผ่ตอนนี้คือขาตั้งกระดานวาดภาพแบบศิลปินที่ไม่รู้ว่าเชนไปเอามาจากไหน บนกระดานโดนผ้าสีขาวบังไว้ราวกับจะปิดบังภาพที่เจ้าของวาดเอาไว้
"อ่ะ...นี่อะไรเหรอ..." ไผ่ถามอย่างแปลกใจ
"ของขวัญวันวาเลนไทน์" เชนเกาแก้ม "ไม่รู้ว่านายจะชอบรึเปล่านะ...แต่ฉันอยากจะทำให้จริง ๆ"
ไผ่เดินเข้าไปใกล้ ๆ เอื้อมมือไปดึงผ้าบังตาออก แล้วชะงักด้วยภาพวาดที่เห็น
ภาพที่เชนวาดนั้นเป็นภาพเหมือนของตัวเขาเอง...เพียงแต่ในภาพไม่ได้มีเขาแค่เพียงคนเดียว ยังมีเด็กหญิงอายุ 10 ขวบ หน้าตาน่ารักน่าชังยืนอยู่ข้าง ๆ ตัวเขาในภาพกำลังหยอกล้อเล่นหัวกับเด็กหญิงอย่างสนุกสนาน ฉากเบื้องหลังนั้นเป็นริมหาดเล็ก ๆ ที่ไผ่จำได้ทันที
ภาพนั้นดูมีชีวิตชีวามาก
"ฉันทำได้ดีที่สุดแค่นี้แหล่ะ นานแล้วที่ไม่ได้วาดภาพเหมือน แล้วมันก็ไม่มีแบบให้วาดด้วย...นายก็รู้น..." เชนถูกดึงเข้าไปหาไผ่อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างบาง ๆ ของเขาเซถลาเข้าไปในอ้อมกอดของไผ่อย่างง่ายดาย
"ไม่ต้องพูดอะไรหรอก" ไผ่บอก ส่งสายตาอ่อนโยนให้ "มันเป็นของขวัญที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้รับในชีวิตนี้แล้วล่ะ"
"อื้ม..." เชนกัดริมฝีปาก หลบสายตาที่ทำให้เขาหวั่นไหว
"นายตั้งชื่อภาพนี้หรือเปล่า"
"ริมทราย" เชนบอกอุบอิบ "มันเป็นชื่อที่แบมตั้งให้ที่นั่นก่อนตายน่ะ ฉันไม่ค่อยชอบหรอก แต่ก็ตามใจน้องตลอดน่ะ"
"ฉันชอบชื่อนี้นะ" ไผ่ยิ้มให้เชน "ฉันอยากให้อะไรนายด้วย วาเลนไทน์ทั้งที"
เขาเดินไปหยิบตะกร้าใส่ช็อกโกแลตยี่ห้อต่าง ๆ เต็มเปี่ยมออกมา ตะกร้านั้นถูกตกแต่งด้วยกุหลาบสีแดงหลายดอก
มันดูสวยงามไร้ที่ติ
ไผ่ยิ้มให้เชน แล้วรอยยิ้มของเขาก็เลือนหายไปเมื่อเห็นสีหน้าซีด ๆ ของเชน
"เป็นอะไรไปเหรอ เชน" ไผ่ถาม
เชนยิ้มแหย ๆ ให้คนรัก "น่ากินดีนะ...แต่ไผ่ นายเคยได้ยินโรคแพ้ช็อกโกแลตรึเปล่า???"
~จบ~
จบแล้วจ้า~